บอส
รายการนี้มีบอสของ Phantom Blade Zero 73 ตัวจาก 10 ภูมิภาค สารานุกรมจัดกลุ่มรายการตามภูมิภาค และแต่ละรายการมีประเภท ได้แก่ ยอดฝีมือฝ่ายมนุษย์ ผู้ผ่านการดัดแปรกายามังกร หน้ากากอสูร และหุ่นเชิด

สหายรักของโซลในวัยเยาว์ ทั้งสองต่างเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าชีวิตอนธการมู่ ล้วนมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์โดดเด่นไม่แพ้กัน ทว่าจั่วซางต่างจากโซลผู้หุนหันพลันแล่นในเวลานั้น เขาสุภาพอ่อนโยน สุขุมเกินวัย และรู้จักเก็บงำความคิด ยามว่างจั่วซางชอบอ่านม้วนข่าวกรองและมีมุมมองของตนต่อเรื่องราวในยุทธภพ ฝีมือของเขาสูสีกับโซลอย่างยากจะแยกสูงต่ำ ท่วงท่าพลิ้วไหวและคล่องแคล่ว กระบวนท่าคมคายหมดจด แม้ประลองกันด้วยกระบี่ไม้ ก็ยังสง่างามราวขี่วายุเคลื่อนเมฆา จากวันที่เดินเคียงกันตามตรอกซอยในอดีต จนถึงร่วมฝึกฝนในภาคีไร้นาม จั่วซางกับโซลต่างเคยเห็นอีกฝ่ายในสภาพย่ำแย่ที่สุด และเฝ้ามองกันเติบโตขึ้น สายสัมพันธ์จึงยิ่งแน่นแฟ้นตามกาลเวลา ใครเล่าจะคาดคิดว่าวันหนึ่ง ทั้งสองกลับต้องหันคมศาสตราเข้าหากัน

อดีตสหายรักของโซล ศัตรูคู่อาฆาตในวันนี้ จั่วซางกุมกระบี่ม่วงทมิฬไว้ในมือ แสงทองพลิ้วดุจแพรไหม เขารวมปราณกระบี่ทองคำไว้บนคมศาสตรา ปลดปล่อยเจตกระบี่ต่อเนื่องทั่วทุกทิศ บัดนี้วัยเยาว์ได้ผ่านพ้น ท่วงท่าของเขายิ่งลึกล้ำยากหยั่งถึง ทั้งการควบคุมกระบี่และปราณสังหารก็เข้าสู่ขั้นไร้เทียมทาน เพียงสะบัดกระบี่ก็ใช้ปราณสังหารชักนำศาสตรานานาชนิด ให้โหมโจมตีต่อเนื่องหรือพุ่งออกพร้อมกันจนคู่ต่อสู้ไร้ช่องตั้งรับ ในการประลองที่ลานยุทธ์ โซลและจั่วซางต่างทุ่มกำลังทั้งหมด ทุกกระบวนท่ายังคงสูสีกัน กระทั่งชั่วขณะที่คมกระบี่ตัดผ่านกัน ทั้งสองแทงทะลุหัวใจของอีกฝ่ายพร้อมกัน สิ่งที่คนในภาคีไร้นามรับรู้คือ โซลสังหารอดีตเจ้าชีวิตอนธการผู้เป็นบิดาบุญธรรมของทั้งคู่ ส่วนจั่วซางปฏิบัติตามคำสั่งเสียและขึ้นสืบตำแหน่งเจ้าชีวิตอนธการ ผู้นำแห่งภาคีไร้นาม เพื่อชำระแค้นแทนบิดาบุญธรรม และมอบคำชี้แจงให้ทั้งบิดาบุญธรรมและภาคีไร้นาม เขาจำต้องละวางสายสัมพันธ์ในอดีต ส่งยอดฝีมือและผู้คุมอนธการนับไม่ถ้วนออกไล่ล่าโซล พร้อมสาบานว่าจะสังหารโซลให้จงได้ แต่ ความจริงเป็นเช่นนั้นแน่หรือ

ในบรรดาหน่วยพลีชีพผู้มีหน้าที่ตามล่าสังหารคนทรยศ จุยมิ่งคือผู้กระหายเลือดและบ้าคลั่งที่สุด เมื่อเคียวโซ่คู่อยู่ในมือเขา เขาสามารถโหนทะยานไปตามหน้าผาสูงชัน ไล่ติดตามเหยื่อดุจเงาตามกาย ในระยะประชิดเขาจะยกเคียวบุกโจมตีอย่างหนักหน่วง หรือใช้เคียวโซ่เหนี่ยวรั้งตนให้ทะยานขึ้นกลางอากาศ หลบหลีกคมอาวุธของศัตรู ส่วนในระยะไกล เขาจะเหวี่ยงโซ่เข้าพันธนาการ ทำให้คู่ต่อสู้ป้องกันได้ยาก ภาคีไม่เคยละเว้นผู้ทรยศ และจุยมิ่งผู้เป็นนักล่าก็ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อหลุดรอด เขาไม่ปรารถนาชื่อเสียง ลาภยศ หรือทรัพย์ศฤงคาร สำหรับเขาความสำราญจากการเข่นฆ่าคือค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่เขาต้องการ ยิ่งเหยื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดมากเพียงใด ก็ยิ่งคู่ควรแก่การถูกล่ามากเท่านั้น

อันธพาลโง่เขลาเสียสติ หลังผ่านการดัดแปรปราณสังหาร มันนำเศษทองแดงและเหล็กผุที่เก็บได้ตามพงไพรมาหุ้มใบหน้าอย่างลวก ๆ เพื่อสะกดปราณสังหาร แต่กลับยิ่งทำให้สภาพคลุ้มคลั่งของมันน่าพรั่นพรึงกว่าเดิม คมเหล็กในมือคืออาวุธร้ายที่ช่วงชิงมาจากศิษย์ใต้บัญชาของฮวงสิงจื่อ ผู้เป็นเสาหลักแห่งสมาพันธ์ธรรมะ ตัวดาบชำรุดและเกรอะกรังไปด้วยสนิม แต่ยังสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์จนโลหิตไหลไม่หยุด ฉานกังกวัดแกว่งอาวุธนี้ด้วยท่าทีคลุ้มคลั่ง ผู้ใดพบเห็นล้วนขวัญผวา

พี่ใหญ่แห่งสี่ขวานทมิฬ เข้ารับการดัดแปรปราณสังหารเพื่อล้างแค้นให้พี่น้องทั้งสาม ร่างกายจึงกำยำใหญ่โต เนื้อหนังแข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยพละกำลังมหาศาล ขวานยักษ์ในมือสามารถผ่าศิลาทลายภูผา ทั้งยังเคยใช้มันสังหารยอดฝีมือฝ่ายธรรมะติดต่อกันหลายคน กว่าจะสยบเขาได้ กองกำลังสมาพันธ์ธรรมะในหุบธารก็สูญเสียอย่างหนัก ก่อนใช้โซ่เหล็กเส้นมหึมาแทงทะลุกระดูกสะบักและตรึงเขาไว้ด้านหลังสถานีพักม้า ในอดีตสี่ขวานทมิฬเคยร่ำสุราเต็มไห กินเนื้อเต็มชาม เคยประกอบวีรกรรมผดุงคุณธรรม แต่ท่ามกลางมรสุมโลหิตแห่งยุทธภพ คมขวานของพวกเขาคร่าชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน ถึงกระนั้น ความแค้นทั้งปวงในยามนั้นยังตัดสินกันตามกฎแห่งยุทธภพ จนกระทั่งพี่น้องร่วมสาบานทั้งสามถูกวางแผนสังหาร ส่วนตนก็ถูกกองกำลังสมาพันธ์ธรรมะไล่ล่า เผิงเหมิ่งผู้จนตรอกจึงละทิ้งสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้าย และดำดิ่งสู่การดัดแปรปราณสังหารอย่างสมบูรณ์

แม้บาดเจ็บสาหัสจนเนื้อหนังฉีกขาดพร้อมอาภรณ์และเกราะ แต่ร่างที่บอบช้ำนี้ยังไม่ล้มลง ท่ามกลางหมอกโลหิต แขนเหล็กสองข้างยื่นออกจากแผ่นหลังของจุยมิ่ง คว้าโซ่เคียวเย็นเยียบอีกคู่ไว้ แขนทั้งสี่ผลัดกันกวัดแกว่ง คมเคียวสะเทือนปฐพีและกวาดคลื่นลม แม้ยามถอยร่นก็ยังพลิกมือปลิดชีพได้ นี่คือผลงานอันเหนือสามัญจากการนำผู้คุมอนธการแห่งภาคีไร้นามมาดัดแปรด้วยปราณสังหาร จนถือกำเนิดเป็นสัตว์ประหลาดที่แม้ผ่านการดัดแปรอันพิกลพิการ ก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าชีวิตอนธการคนใหม่อย่างซื่อสัตย์ จุยมิ่งไม่เคยตระหนักว่าเสียงเรียกร้องให้เข่นฆ่ากำลังคำรามอยู่ในหัวตลอดเวลา ต่อให้สังหารหน้ากากอสูรและฝ่ายธรรมะอย่างตามใจ ก็ไม่เคยรู้สึกอิ่มเอม เขาโยนความผิดทั้งหมดให้เหยื่อในครั้งนี้ โซลรับมือยากกว่าเหยื่อใดที่ผ่านมา และย่อมนำความสำราญจากการล่ามาให้มากกว่าเดิม ทว่าตัวเขาเอง มิใช่เหยื่อของความปรารถนาเช่นกันหรือ

เจ้าสาวหุ่นผู้จัดเรือนวิวาห์อยู่กลางดงพลับพลึงแดง ใต้หอปราณสังหารแห่งหุบธารร่ำไห้ ผู้ใดติดตามเทียบมงคลและข่าวลือมาถึงที่นี่ ล้วนถูกนางสังหารด้วยคมดาบ ก่อนถูกฝังไว้ในดงพลับพลึงแดงที่ผลิบานจากคมดาบ และกลายเป็นอาหารหล่อเลี้ยงบุปผาโลหิตมังสา อาฮวามีอาฮุยเป็นสหายในวัยเยาว์ ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันและมีใจให้กันมานาน ทว่าบิดาของอาฮวาละโมบในทรัพย์ศฤงคาร ไม่สนใจความต้องการของบุตรสาว ทั้งยังไม่ไยดีว่าเจ้าบ่าวสกุลหลี่มีสติไม่สมประกอบ เขาบังคับให้อาฮวาแต่งเข้าสกุลหลี่ และถึงขั้นร่วมมือกับสกุลหลี่สังหารอาฮุยเพื่อตัดเยื่อใยของนาง จนถึงวันนี้ สุสานว่างเปล่าของอาฮุยยังตั้งอยู่เบื้องหลังเรือนวิวาห์ แม้กลายเป็นหุ่นและหลงลืมเรื่องราวในอดีตไปมาก แต่อาฮวายังคงเชื่อมั่นว่าเมื่อบุปผาโลหิตมังสาเติบโตเต็มที่ คนรักของนางจะหวนคืนจากความตาย

หุ่นเชิดที่ถูกจองจำอยู่ใต้เรือนแดงชาด เลือดเนื้อบิดพันเป็นปม คมศาสตรานับไม่ถ้วนแทงทะลุผุดออกจากร่างจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งใด ซ้ำยังมีกระบี่เล่มยักษ์เสียบทะลุแผ่นหลัง แขนซ้ายถูกแทนที่ด้วยเคียวยักษ์โลหะผสมพิเศษ ท่ามกลางภาพอันผิดรูปนั้นกลับมีดวงตาผลึกอันประณีตฝังอยู่ในเนื้อ มันคือหนึ่งในดวงตาผลึกสองข้างที่ใช้ปลุกหุ่นเชิดหมายเลขเก้าสิบเก้า ทันทีที่พบสิ่งมีชีวิต ผู้กวาดล้างจะเหวี่ยงเคียวฟาดฟัน ก่อนใช้ร่างมหึมากลิ้งบดขยี้ แม้การเคลื่อนไหวเทอะทะเชื่องช้า ไร้กระบวนท่าใด ๆ แต่ปราณสังหารกลับเอ่อล้นออกมารอบกาย มันคือสิ่งทดลองที่ทูตแห่งม่านฝันสร้างขึ้นจากการผสานวิชาหุ่นเชิดเข้ากับศาสตร์ของฉิวมิ่ง แล้วปะติดปะต่อด้วยซากร่างของจอมพลังผู้กำยำ ทว่าการทดลองค่อย ๆ หลุดจากการควบคุม ร่างของมันพองใหญ่และบิดเบี้ยวไม่หยุด ต่อให้สวมหน้ากากมากเพียงใดก็สะกดปราณสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในไม่ได้ แม้กระบี่ยักษ์แทงทะลุร่างก็ยังมิอาจปลิดชีพมัน ทูตแห่งม่านฝันจึงขังมันไว้ใต้เรือนแดงชาด ให้คอยกำจัดหุ่นเชิดที่ถูกทิ้งและชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่เข้ามาขวางทาง บางทีอาจเป็นเพราะชาวอู่หลินยังมีไอชีวิตสดใหม่หลงเหลืออยู่ ผู้กวาดล้างจึงโปรดปรานเหยื่อเช่นนี้เป็นพิเศษ

หานซุ่ย หนึ่งในสี่สมุนเอกแห่งวิชาสยบสรรพวิชาใต้บัญชาผู้เฒ่าสูงสุด อาศัยดวงตาผลึกซ่อนกายอยู่ในมิติอู่หลินเร้นลับ เขาสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน มือกุมแส้ปัด เชี่ยวชาญการควบคุมน้ำแข็งให้เป็นศาสตราสังหาร เพียงกวาดแส้ปัดเบา ๆ ภูเขาน้ำแข็งแหลมคมก็พวยพุ่งขึ้นอย่างกึกก้อง แท่งน้ำแข็งคมกริบหลายสายแผ่ไปตามพื้นดิน ทั้งยังเรียกลมกรรโชกเย็นเยียบมารวมตัว สร้างแดนหิมะแห่งหนึ่งขึ้นได้ หานซุ่ยรับบัญชาจากผู้เฒ่าสูงสุดให้เฝ้าจับตาเรือนแดงชาด และป้องกันมิให้ดวงตาผลึกเปลี่ยนมือ เพื่อให้มั่นใจว่าไร้ข้อผิดพลาด เขายอมแยกจิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งออกมา ให้ผู้เฒ่าสูงสุดผนึกไว้ในดวงตา จึงสามารถอาศัยดวงตานี้ซ่อนกายอยู่ในอู่หลินเร้นลับได้ แม้ทูตแห่งม่านฝันจะสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ไม่อาจตัดสายสัมพันธ์นั้นได้ จึงนำดวงตาไปฝังไว้ในร่างผู้กวาดล้าง ด้วยเหตุนี้ จิตสำนึกที่เกาะอยู่กับดวงตาจึงดำรงอยู่ร่วมกับผู้กวาดล้าง หากผู้กวาดล้างสิ้นชีพ หานซุ่ยย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย โชคดีที่ผู้กวาดล้างเป็นสิ่งทดลอง ต่อให้คมศาสตราทะลวงร่างก็ยังไม่ถูกปลิดชีพ และพลังที่เกือบเทียบได้กับความเป็นอมตะนี้เอง ทำให้หานซุ่ยลุ่มหลงเป็นพิเศษ ความเป็นตาย ความร่วงโรยและรุ่งเรือง ล้วนผ่านพ้นในชั่วพริบตาดุจชีวิตเป็นเพียงผู้มาอาศัย แต่เมื่อพระแม่ผู้เปี่ยมเมตตาเสด็จลงมา น้ำค้างแข็งนิรันดร์ย่อมผนึกแปดทิศจนเยือกแข็ง ให้สรรพสิ่งทั่วฟ้าดินได้ดำรงอยู่ชั่วกาล หานซุ่ยเฝ้าถวิลหาภาพนั้นสุดหัวใจ

เสามังกรทั้งห้า นำพาให้พวกเขาได้พบกันห้าครา ทว่าการพบกันเพียงเท่านี้ จะชดเชยช่วงเวลากว่าสามสิบปีที่ต้องพลัดพรากได้อย่างไร ตลอดกว่าหมื่นวันคืน โม่หยวนพลาดช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของโซลไปมากเหลือเกิน เขาไม่เคยได้เห็นยามโซลเริ่มหัดพูดหรือเดินเตาะแตะ ไม่เคยอยู่เคียงข้างยามโซลหัดอ่านเขียนและเริ่มต้นฝึกวรยุทธ์ ทั้งยังมิได้ถ่ายทอดวิชาแห่งปราสาทมารสวรรค์ให้ด้วยตนเอง ผู้สืบสายเลือดแห่งปราสาทมารสวรรค์มีปราณสังหารรุนแรงเกินสามัญ จึงต้องมีทั้งร่างกายอันแข็งแกร่งและความสามารถในการควบคุมพลังอย่างยิ่งยวด เมื่อไร้คนของปราสาทมารสวรรค์คอยชี้แนะ โซลย่อมหลีกไม่พ้นความทุกข์ยากนานัปการ โชคดีที่โซลเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างปลอดภัย บัดนี้เขามีรูปลักษณ์สง่าผ่าเผย วรยุทธ์ก็ไม่เป็นรองโม่หยวนอีกแล้ว จากทุกกระบวนท่าที่โซลสำแดง โม่หยวนมองเห็นความระหกระเหินตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งยังมองเห็นสิ่งที่เขากำลังตามหาและความสับสนภายในใจ โซลกำลังก้าวไปบนเส้นทางแห่งชะตาของตน ส่วนสิ่งที่โม่หยวนพอจะทำได้ นอกเหนือจากชี้แนะวรยุทธ์และนำทางให้เขาควบคุมพลังในสายเลือด ก็คือทำให้โซลรู้ว่า ยังมีใครคนหนึ่งคอยห่วงใยเขาอยู่เสมอ และความห่วงใยนั้นจะไม่มีวันสิ้นสุด เพียงแต่หากพรั่งพรูถ้อยคำนับพันหมื่นออกมาจนหมด เกรงว่าจะกลับกลายเป็นภาระเสียมากกว่า มิสู้นำทุกคำฝากฝังที่ยังมิอาจเอ่ย ฝากไว้ในเจตจำนงแห่งกระบี่ที่ถ่ายทอดถึงกันยามประมือ หวังเพียงว่าบททดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านี้ จะช่วยให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวงบนหนทางเบื้องหน้า

จอมกระบี่อาภรณ์เขียวยืนเมามายอยู่บนสะพานใหญ่ของทางหลวงสู่เมืองผาง สาดสุรารดหน้ากากอย่างไม่ใส่ใจ เขาเฝ้ารออยู่ที่นี่เพียงเพราะมีผู้หวังดีบอกว่า คนที่หักกระบี่ของเขาในอดีตจะเดินทางผ่านมาทางนี้ สุดยอดวิชากระบี่คือสิ่งที่เขาแสวงหาชั่วชีวิต และเขาก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดมาเนิ่นนาน ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ผู้ที่เคยพ่ายแก่เขาเพียงครึ่งก้าว กลับถูกหน้ากากอสูรโค่นลงอย่างง่ายดาย ส่วนคนสามัญไร้ชื่อกลับล้มปรมาจารย์แห่งอู่หลินได้ภายในคืนเดียว ทุกสิ่งกำลังตะโกนใส่เขาว่า หากไม่เข้ารับการดัดแปร ย่อมถูกยุคสมัยทอดทิ้ง เขาใช้สุราในจอกตัดสินชะตา จอกหนึ่งคือดัดแปร อีกจอกคือไม่ดัดแปร ดื่มจนดื่มต่อไม่ไหว กลับลืมไปแล้วว่านับถึงฝ่ายใด ราวกับเพียงอาศัยความเมา ก็สามารถโยนผลลัพธ์ของการดัดแปรทิ้งไปได้ทั้งหมด จากนั้นฮวาเชียนเสี้ยวก็ได้สหายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผู้ใดในฝ่ายธรรมะกล้าวิพากษ์เขา ล้วนถูกฟันตายอย่างง่ายดาย น่าเบื่อไร้รสชาติ จนเมื่อสามเสาหลักคุนหลุน เชิญภาคีไร้นามอันลึกลับมาช่วยเหลือ เขาจึงพอมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เคยนึกว่าคมกระบี่ยาวห้าฉื่อที่ภาคภูมิจะหักลงเช่นนี้ และไม่เคยรู้เลยว่า เมื่อสายตาผู้อื่นจับจ้องรอยหักบนปลายกระบี่ เสียงหัวเราะของเขาจะยิ่งดัง กระบวนกระบี่ยิ่งคลุ้มคลั่ง ทว่าต่อให้หัวเราะนับพันครา ก็ไม่อาจคลายความลุ่มหลงในใจคนเมา

ปรมาจารย์หมัดผู้เป็นหนึ่งในสี่ยอดหน้ากากอสูรที่ภาคีไร้นามกับสามเสาหลักคุนหลุนร่วมมือกันต่อกรเมื่อหนึ่งปีก่อน ร่างกายสูงใหญ่ กล้ามเนื้อปูดเป็นมัด หมัดทั้งคู่ประหนึ่งหล่อจากเหล็ก เพลงหมัดพลิกแพลงพิสดาร ลมหมัดแข็งกร้าวหนักหน่วง การเข้าปะทะซึ่งหน้ามิใช่หนทางที่ดี แต่หากอาศัยท่วงท่าพริ้วไหวคอยวนเวียนรับมือ ย่อมหาโอกาสพิชิตเขาได้ ต่างจากเถี่ยกุ่ยผู้เป็นศิษย์พี่ซึ่งตั้งปณิธานว่าจะใช้หมัดปกป้องผู้อ่อนแอ เถี่ยขวงลุ่มหลงการประลอง เขามุ่งมั่นสืบทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์และเชิดชูวรยุทธ์ประจำสำนัก ถึงขั้นใช้สิ่งของที่อาจารย์ทิ้งไว้เข้ารับการดัดแปรปราณสังหาร เพียงเพื่อสัมผัสวิถีหมัดที่อาจารย์บรรลุในวาระสุดท้าย เมื่อได้รับพลังพิสดาร เขาท้าประลองไปทั่ว ไม่ว่าฝ่ายธรรมะหรือหน้ากากอสูรก็ล้วนเป็นคู่ต่อสู้ได้ จึงได้รู้จักเหล่าหน้ากากอสูร แม้จะเริ่มตระหนักว่าพลังในกายยิ่งนานยิ่งควบคุมไม่อยู่ แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะสะกดมันได้ด้วยหน้ากาก หมุดเหล็ก และสมาธิอันแน่วแน่ ทว่าหลังศึกเมื่อปีก่อน ความกระหายฆ่ากลับยิ่งทวี ราวกับกำลังเข้ากลืนกินความปรารถนาที่จะขัดเกลาวรยุทธ์ของเขา เมื่อได้ยินว่าศัตรูในอดีตกำลังจะผ่านป่าแห่งนี้อีกครั้ง เถี่ยขวงจึงหวนคืนสู่สถานที่เดิม ศึกนี้มีขึ้นเพื่อวิถีหมัด และเพื่อสะสางทุกสิ่ง เขาต้องการรักษาปณิธานเดิมไว้จนถึงที่สุด ก่อนที่ตนจะถูกปราณสังหารกลืนกิน

หัวหน้าโจรอาชา ผู้ควบม้าศึกสีโลหิต ทั้งคนและม้าหุ้มเกราะหนามเหล็กเย็นเฉียบ ประหนึ่งพงหนามรกร้างที่กำลังทะยานไปข้างหน้า เขาโหดเหี้ยมกระหายเลือด ออกปล้นไปทั่วอู่หลินตะวันออกมาหลายปี และโปรดปรานการควบม้าไล่ล่าสังหารผู้คนฝ่ายธรรมะเป็นที่สุด หนึ่งปีก่อน จิงเหย่พ่ายแพ้แก่ภาคีไร้นามและสามเสาหลักคุนหลุน แต่กลับมิได้หลบหนีไปไกล เขานำพรรคพวกยึดครองป่าเขาและดักคุมเส้นทางหลวง เปลี่ยนคูสนามรบกับทางลับที่ฝ่ายธรรมะทิ้งไว้ให้กลายเป็นกับดักซุ่มโจมตีทั้งหมด วรยุทธ์ของเขายิ่งรุดหน้ากว่าเดิม โล่กลมที่ปกคลุมด้วยหนามเหล็กสามารถขว้างออกจากมือ ทั้งยังตั้งรับแข็งแกร่งจนยากที่ศาสตราคมหนักขนาดใหญ่จะทำลายได้ ศีรษะศัตรูซึ่งห้อยอยู่ข้างเอวมีไว้ให้เขาบีบแตกชิงโลหิต แล้วใช้ปราณสังหารควบคุมเลือดให้กลายเป็นหนามพุ่งทำร้ายศัตรูจากระยะไกล เขายังเชี่ยวชาญการใช้ดาบผ่าม้าผู้สิ้นไร้ดูดกลืนโลหิตศัตรูมาหล่อเลี้ยงตน หรือยอมผลาญโลหิตของตนเพื่อเพิ่มพลังให้กระบวนท่า แท้จริงแล้ว ผู้สิ้นไร้คลุ้มคลั่งผู้นี้เคยสะพายดาบล้ำค่าในวัยหนุ่ม เปี่ยมด้วยความจริงใจและหมายเข้าร่วมฝ่ายธรรมะ บัดนี้ดาบยังคงเป็นเล่มเดิม ทว่าจิตใจของผู้ถือกลับแปรเปลี่ยน ผู้คนฝ่ายธรรมะที่เคยควบม้าผ่านหน้าโดยไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ล้วนกลายเป็นวิญญาณใต้คมดาบไปแล้ว แต่เขายังรู้สึกว่าความแค้นยังมิได้รับการชำระ ฝ่ายธรรมะที่ผุพัง เน่าเฟะ และอ่อนแอถึงเพียงนี้ จะใช่ฝ่ายธรรมะที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใฝ่หาแต่ไม่อาจเอื้อมถึงจริงหรือ

สตรีผู้ใช้กระบี่รูปอสรพิษประหลาดคู่หนึ่งเป็นอาวุธ กระบวนท่าพิกลและอำมหิต รูปลักษณ์งดงามเย้ายวนจนผู้คนมักลืมเลือนอันตรายของนาง ทว่าผู้ที่เข้าใกล้ ล้วนพบจุดจบอันน่าเวทนา หนึ่งปีก่อน ภาคีไร้นามร่วมมือกับสามเสาหลักคุนหลุนต่อกรกับสี่ยอดหน้ากากอสูร และไป๋ชื่อเลี่ยนก็คือหนึ่งในนั้น ระหว่างศึก พิณลวงตาของเสียนเจ่อระเบิดแตก มายาวิชาอันทรงพลังถาโถมออกมาท่วมกลืนผืนป่า และกักขังไป๋ชื่อเลี่ยนไว้ภายใน พนาคันฉ่องที่ถูกมายาวิชาบิดเบือนแห่งนี้ไร้ทั้งตะวันจันทรา ไร้ทั้งความเป็นและความตาย มีเพียงการลืมเลือนกับความว่างเปล่าไม่รู้จบ สิ่งเดียวที่ไป๋ชื่อเลี่ยนทำได้คือส่งฝูงงูออกตามหาพิณลวงตา หากซ่อมพิณสำเร็จ พระแม่ก็จะช่วยนาง ช่วยนางอีกครั้ง งูให้กำเนิดงู งูรุ่นหนึ่งผลัดเปลี่ยนสู่อีกรุ่น ฝูงงูออกไปแล้วกลับมา ทว่าพิณผีผายังคงไร้ร่องรอย นางเริ่มควบคุมตนเองไม่ได้ หลายครั้งโกรธจัดจนฟันงูขาดไปหลายตัว ดุด่าพวกมันว่าเกียจคร้าน มัวเที่ยวเล่นจนลืมหน้าที่ กระทั่งกล่าวหาว่ารวมหัวกันหลอกลวงนาง แต่เพียงหันกลับมา นางก็ฝังร่างสิ่งมีชีวิตผู้ภักดีเหล่านั้นทั้งน้ำตา แล้วแย้มยิ้มปลอบลูกงูที่เพิ่งฟักว่าอย่ากลัว อย่าโกรธ และอย่าทอดทิ้งนาง นางยังมีประโยชน์ต่อพระแม่ นางจะต้องประกอบพิณลวงตาให้สมบูรณ์ได้แน่

บุปผาสีชาด ณ ขอบฟ้าประหนึ่งดวงเนตรที่พระแม่ทอดมองลงมา ใต้รัศมีวิจิตร แพรสีแดงและเขียวรอบกายไป๋ชื่อเลี่ยนหลอมรวม พันเกี่ยว และแปรเป็นงูยักษ์สี่ตัว พวกมันชูหัวดุจแมงป่อง หมุนวนประหนึ่งคมเลื่อย บางคราวจู่โจมแล้วถอยฉับ คอยหาโอกาสลงมือ บางคราวทะลวงพื้นขึ้นมาตั้งค่ายกล คุ้มครองนางไว้ตรงกลาง มีเพียงทำลายค่ายกลอสรพิษเท่านั้น จึงจะทำให้นางร่วงลงมาได้ ครั้งหนึ่งชีวิตของนางไร้ค่าดุจเศษหญ้า ยามใกล้สิ้นลม นางได้พบพระแม่ในห้วงฝันอันเลือนราง พระแม่ประทานด้ายแดงเส้นหนึ่งให้ คล้ายอสรพิษ คล้ายสายสัมพันธ์ มันต่อชีวิตและดึงวิญญาณของนางกลับคืนสู่ร่าง นับแต่นั้น นางปล่อยให้อสรพิษพันรอบลำคอศัตรู ค่อย ๆ รัดแน่นทีละน้อย ปล่อยให้พวกมันมุ่งสู่ความตายอันยาวนานท่ามกลางความหวาดกลัวและเจ็บปวด ช่างเรียบง่าย และช่างสำราญใจ แต่เท่านี้ยังไม่พอ มีเพียงพระแม่เท่านั้นที่ชำระมลทินแห่งอู่หลินให้สิ้นซากได้ แต่นางจะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ต้องติดอยู่ในสถานที่เช่นนี้ สมควรแล้วหรือที่ต้องรับความทรมานเช่นนี้ ถวายอสรพิษ ถวายกายา ถวายทุกสิ่ง นางยังเหลือสิ่งใดให้ถวายแด่พระแม่อีกหรือ ต้องถวายสิ่งใด จึงจะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแท้จริง

บัดนี้พนาคันฉ่องถูกหิมะและน้ำแข็งปกคลุมทั่วฟ้าดิน สรรพเสียงล้วนเงียบสงัด ต้นไม้โบราณที่ไป๋ชื่อเลี่ยนเคยยึดเป็นที่มั่น บัดนี้กลับว่างเปล่า ผู้มาแทนที่คือหุ่นมารสามพักตร์ ซึ่งเคยปรากฏตัวในคฤหาสน์แห่งรอยแยก หนึ่งในจิตสำนึกทั้งสามภายในหุ่นมารหวาดกลัวความร้อนและชื่นชอบความหนาว สถานที่เยือกแข็งแห่งนี้จึงกลายเป็นถิ่นพำนักอันเหมาะสมที่สุดของมัน สามพักตร์ของหุ่นมารยังคงโต้เถียงกันไม่หยุด ทว่าเมื่อกวัดแกว่งดาบห้วงโกลาหลทมิฬในมือ กลับประสานกันอย่างไร้ที่ติ ทั้งสามพักตร์ผลัดเปลี่ยนกันควบคุมร่าง คมศาสตราในมือบางคราวเกาะพราวด้วยน้ำค้างแข็งและน้ำแข็ง บางคราวลุกโชนด้วยเพลิงโกลาหล และบางคราวแปรเป็นเงาคมเหล็กอันดุดัน ประหนึ่งภาพเมื่อยี่สิบปีก่อนหวนคืน ครั้งหนึ่งพวกนางก็เคยเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ร่วมถือกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่ท่องยุทธภพ แต่ต่อมา คนหนึ่งกลับขลาดกลัวดุจหนู อีกคนหลับใหลมิอาจตื่น บัดนี้ทั้งสามได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง ทว่ากลับถูกบังคับให้หลอมรวมอยู่ในร่างเดียว ต้องทนรับความเจ็บปวดลึกถึงกระดูกทุกขณะ หาได้มีความสงบแม้ชั่วครู่ ยิ่งร่างนี้ต่อสู้ ความร้อนภายในก็ยิ่งแผดเผา และความรู้สึกว่าถูกพันธนาการก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ราวกับทูตแห่งม่านฝันฝังกลไกบางอย่างไว้ภายใน กลไกนั้นกำลังกู่ร้องอย่างคลุ้มคลั่ง หมายจะแยกพวกนางออกเป็นสาม เพียงแต่ยังขาดกุญแจสำหรับเปิดใช้งาน แม้พวกนางจะหลบหนีมาถึงที่นี่ ก็ยังมิอาจหลุดพ้นจากการควบคุมของทูตแห่งม่านฝัน

ในอดีตสามพี่น้องต่างเชี่ยวชาญสุดยอดวิชาคนละแขนง นางทุ่มเทศึกษาวิชาดาบ ฝึกปรือคมเหล็กในมือจนบรรลุขั้นผ่าภูผาทลายศิลา ทว่าต่อให้วิชาดาบล้ำลึกถึงขั้นเทพ ก็ไม่อาจพลิกชะตาของน้องสาวทั้งสองได้ น้องรองตกอยู่ในห้วงเย็นยะเยือก ส่วนน้องสามหลับใหลไม่ตื่น ทั้งคู่ล้วนมีเหตุมาจากการฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก ด้วยร้อนใจอยากช่วยพวกนาง นางจึงหลงเชื่อคำลวงของทูตแห่งม่านฝัน และป้อนยาต้มให้น้องร่วมสำนักทั้งสองด้วยมือตนเอง ครั้นจิตสำนึกของทั้งสามถูกขังร่วมกันในร่างหุ่นเชิดเพียงร่างเดียว นางจึงตระหนักว่าตนติดกับ แต่ทุกอย่างก็สายเกินจะแก้ไข ทูตแห่งม่านฝันเคยกล่าวว่า หากสังหารโซลได้ จิตของพวกนางจะถูกแยกไปสถิตในร่างสถิตคนละร่าง ต่างคนต่างมีที่พำนัก เมื่อคิดถึงคำพูดนั้น ปราณสังหารในกายก็พลุ่งพล่าน นางปรารถนาเพียงชดใช้บาปในวันนั้นให้หมดสิ้น และช่วยน้องร่วมสำนักทั้งสองให้พ้นจากกรงขังนี้

นางรวบรวมปราณสังหาร เรียกลมและหิมะ ก่อนกระแทกคมดาบลงพื้นจนเกิดคลื่นหิมะสูงเสียดฟ้า เพียงตวัดดาบ ไอหนาวก็พลันปะทุ ผู้ใดถูกไอหนาวกวาดผ่าน เลือดลมทั่วกายจะเย็นเยือก นางขลาดกลัวมาแต่กำเนิดและไม่ถนัดคบหาผู้คน จิตใจของมนุษย์ซับซ้อนยากหยั่งถึง เมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นยังต้องคอยจับถ้อยคำและสังเกตสีหน้า แต่นางกลับอ่านไม่ออกเลยสักนิด ส่วนน้ำแข็งนั้นต่างออกไป มันใสกระจ่างดุจกระจก มองเพียงปราดเดียวก็เห็นทะลุถึงภายใน ยิ่งผู้คนหวาดกลัวหิมะและน้ำแข็ง นางก็ยิ่งได้อยู่ห่างจากความวุ่นวายและพบความสงบที่ปรารถนา ยิ่งฝึกวิชาลึกซึ้ง นางก็ยิ่งจมลงสู่ความเย็นยะเยือก จนหวาดกลัวความร้อนเฉกเช่นน้ำแข็ง และเพราะอยู่ท่ามกลางความเงียบงันมาเนิ่นนาน นางจึงยิ่งหวาดกลัวคนแปลกหน้า นับแต่นางจมลึกอยู่ในความหนาวเย็น การดื่มยาต้มร้อนลวกชามนั้นคือครั้งเดียวที่นางเอาชนะความขลาดและความหวาดกลัวได้ นางยังเย็บตุ๊กตาผ้าสามตัวด้วยมือตนเอง แต่ละตัวล้วนมีใบหน้ายิ้มแย้ม ด้วยหวังว่าคำกล่าวของหมอพเนจรเรื่องสามวิญญาณรวมหนึ่ง จะช่วยให้พวกนางกลับเป็นปกติได้จริง ทว่าสามวิญญาณรวมเป็นหนึ่งกลับทรมานถึงเพียงนี้ ราวกับสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกนาง ตุ๊กตาผ้าทั้งสามจึงแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์อันน่าสะพรึงดังที่เห็นอยู่ในวันนี้

เพลิงโกลาหลลุกไหม้ทั่วร่างของนาง และพันรัดคมดาบในมือจนมิด ในอดีต เพื่อแสวงหาพลังแห่งโกลาหล นางยอมใช้กายเป็นเชื้อเพลิง ชักนำไฟเข้าสู่ร่าง จนต้องติดอยู่ระหว่างความคลุ้มคลั่งที่ควบคุมมิได้กับการหลับใหลไม่ตื่น ถึงกระนั้น นางก็ได้รับพลังดังปรารถนา พลังที่ไร้ผู้เทียมทานและบรรลุถึงขีดสุด แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อไขว่คว้าจุดสูงสุดแห่งวรยุทธ์ ทว่าเมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้ว กลับหวนคิดถึงความสงบและไออุ่นในชีวิตสามัญ ยามดื่มยาต้มสามวิญญาณรวมเป็นหนึ่ง นางก็ใช่ว่าจะไม่เฉลียวใจ ด้วยเหตุนี้บางครา นางจึงแอบคิดว่า บางทีอาจเป็นเพราะความลังเลเพียงชั่วครู่ในตอนนั้น ที่ฉุดดึงพวกนางให้ตกต่ำลงสู่สภาพสลดใจเช่นบัดนี้

ผู้เฝ้าประตูใต้บัญชาอู่เซวียน มีหน้าที่พิทักษ์หมู่บ้านสกุลลู่ สวมเกราะหนักทั่วร่าง หมวกเกราะบดบังดวงตาสีโลหิตไว้ในเงามืด มือกุมโล่ยักษ์ซึ่งสลักอสูรร้ายหน้าตาน่าเกรงขาม ยามต่อสู้ เขาเหวี่ยงโล่ยักษ์ฟาดทุบและกวาดรอบตัว กระแทกโล่ลงพื้นจนฝุ่นดินทะลักขึ้น ทั้งยังก้มซ่อนกายหลังโล่แล้วพุ่งเข้าชนอย่างทรงพลัง ทว่าฝีเท้าหนักเชื่องช้า ไม่รู้จักหลบหลีก มีเพียงเกราะหนักกับกายแกร่งคอยรับการโจมตีของศัตรู เขาเติบโตในค่ายทหารมาตั้งแต่เด็ก ได้ยินเพียงเสียงแตรและคำสั่งทัพทั้งเช้าค่ำ ไม่เคยรู้จักชีวิตสามัญนอกกองทัพ แม่ทัพสั่งให้ไปตะวันออก เขาก็มุ่งตะวันออก แม่ทัพสั่งให้ไปตะวันตก เขาก็มุ่งตะวันตก ครั้นแม่ทัพสั่งให้เข้ารับการดัดแปรปราณสังหาร เขาก็รับบัญชาอย่างเงียบงันโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหลงลืมตัวตนของตนไปนานแล้ว เหลือเพียงความยึดมั่นว่าจะต้องพิทักษ์แนวรบ ยืนหยัดดุจขุนเขา ป้องกันจนตัวตาย และไม่ยอมให้ศัตรูรุกล้ำแม้แต่ก้าวเดียว เขาไม่ได้หันกลับไปมองเบื้องหลังมานานเกินไป จึงไม่รู้ว่าหมู่บ้านด้านหลังมีด้ายแดงเลื้อยพันไปทั่ว และเต็มไปด้วยหุ่นเชิดแล้ว

นอกทางลับของโจรเหิน ผู้ที่เฝ้ารออยู่กลางลำธารคือร่างที่เหลือเพียงซากของไต้ซือปี้ไห่ จีวรและกาสาวพัสตร์ขาดวิ่นพลิ้วดุจปุยนุ่น ดวงตาแง้มเล็กน้อยเผยแววเมตตา ครั้นเสียงสวดมนต์ดังกังวาน ระฆังทองแห่งปราณพิทักษ์ก็ร่อนลงจากฟากฟ้า ครอบคลุมร่างของท่านไว้จนคมดาบคมทวนมิอาจระคาย น้ำหรือไฟก็มิอาจกล้ำกราย ยิ่งกว่านั้น ยังมีหุ่นทองแดงสามตนกระโจนออกจากความว่างเปล่าเข้าพิทักษ์ ผลัดกันรุกก่อกวนไม่หยุดจนกว่าจะถูกทำลาย ปรมาจารย์ปี้ไห่ปลีกตนห่างจากโลกีย์ มิใคร่ข้องเกี่ยวกับการเข่นฆ่า ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวตลอดชีวิตคือให้ใต้หล้าสงบร่มเย็น ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างผาสุก ครั้งหนึ่งท่านเคยเชื่อว่า หากมุ่งบำเพ็ญในพระธรรม ย่อมช่วยผู้คนให้พ้นจากเภทภัยได้ ทว่าแม้แต่พระวิหารในวัดโบราณก็ไม่อาจกั้นเสียงแห่งความละโมบ ทำให้ท่านตระหนักว่า มิจฉาทิฐิได้แพร่ไปทั่วดินแดนนี้นานแล้ว คำเชิญของเจ้าสำนักปี้หย่วนจึงเป็นดั่งแรงส่งให้ท่านออกเดินทาง แม้อายุล่วงเข้าสู่วัยเจ็ดสิบ ท่านก็ยังยินดีเสี่ยงภัย ยึดมั่นในศรัทธาและปณิธาน เพื่อเปิดปัญญาแก่ผู้หลงผิดและพิสูจน์มรรคาแห่งการโปรดสัตว์ ดังนั้น แม้รู้ว่าทูตแห่งม่านฝันจับชาวบ้านเป็นตัวประกันและวางกับดักไว้ ท่านก็ยังเต็มใจก้าวเข้าสู่บ่วง ใช้ตนเองแลกกับอิสรภาพของผู้คน แม้ร่างที่เหลือเพียงซากจะถูกพันธนาการ จะอยู่ก็มิได้ จะตายก็มิพ้น แต่เมื่อจิตมีที่พึ่ง ก็ย่อมไม่ถูกมายาลวงครอบงำ บัดนี้ท่านเผาร่างตนเป็นประทีป ส่องทางใสกระจ่างเพียงสายหนึ่ง หวังเพียงว่าลูกประคำที่ทิ้งไว้ จะยังช่วยให้ผู้ติดอยู่เห็นแจ้งว่าขันธ์ทั้งห้าล้วนว่างเปล่า และข้ามพ้นทุกข์เข็ญทั้งปวงแห่งโลกนี้

ภายในลานรูปสลัก ร่างที่เหลือเพียงซากของเจ้าสำนักปี้หย่วนเฝ้าพิทักษ์สถานที่แห่งนี้ อาภรณ์นักพรตด่างพร้อย แต่ไม่อาจปิดบังสง่าทระนงที่ยังมิยอมสยบ กระบี่หนักในมือไร้คม ลายข้าวหลามตัดส่องประกายราง ๆ มีนามว่าเทียนเสวียน ครั้นนักพรตตั้งกระบวน เขาวาดวงกำหนดศูนย์ กระบี่เคลื่อนตามกาย ฝีเท้าเคลื่อนตามกระบี่ พลังเทียนกังแห่งแปดทิศเชื่อมรุกและรับเป็นหนึ่ง ก่อนตวัดดึงแสงจันทร์จากเบื้องเฉียง กระจายปราณกระบี่นับหมื่น ผู้มิใช่ยอดฝีมือเหนือชั้นย่อมยากจะประชิดกาย ปี้หย่วนเป็นคนจริงแท้ต่อหัวใจ ไม่แสวงหาความลี้ลับแห่งมรรคาสวรรค์ และไม่ยึดติดระดับวรยุทธ์ เขาท่องไปทั่วหล้าอย่างเสรี บางคราขับผีที่ปากหมู่บ้าน บางคราปราบปีศาจกลางท้องนา หลายเดือนก่อนขณะเดินทางผ่าน เขาบังเอิญเห็นหุ่นเชิดคลานยั้วเยี้ยอยู่รอบหมู่บ้านสกุลลู่ แม้แต่เทวรูปเจ้าที่และพระพุทธรูปต่างก็ถูกปิดหน้าด้วยดอกไม้แดง นักพรตใจหายวาบ จึงส่งจดหมายถึงสหายเก่า บอกลาสำนัก แล้วกลับมาตรวจสอบสถานที่แห่งนี้อีกครั้งเพื่อคลี่คลายภัยพิบัติ แต่ภายในหมู่บ้านกลับเต็มไปด้วยเรื่องวิปลาส มนุษย์ไม่รู้ว่าตนเป็นมนุษย์ หุ่นไม่รู้ว่าตนเป็นหุ่น ทุกคนเลื่อนลอยไร้สติ เชื่อฟังเพียงคำลวงของทูตแห่งม่านฝัน ปี้หย่วนยกกระบี่ต้านการจู่โจม แต่เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้อันน่าเวทนาของเหล่าหุ่นเชิด เขาก็ลังเลเพียงชั่วขณะ และกลับถูกเส้นใยบงการของทูตแห่งม่านฝันพันธนาการ บัดนี้ร่างที่เหลือเพียงซากดับสูญ หุ่นเชิดข้างบ่อน้ำก็ปลดปล่อยดวงวิญญาณ ให้เขากลับคืนสู่อิสรเสรีอีกครั้ง มรรคาที่แท้ย่อมไร้นาม ผู้ดำเนินตามมรรคาก็ไม่ใฝ่หานาม ปี้หย่วนไม่เคยนึกเสียใจ ต่อให้ย้อนเวลากลับมาได้ แม้รู้ว่าปลายทางคือแดนสิ้นหวัง เขาก็ยังจะเดินเส้นทางนี้อีกคราโดยไม่ลังเล

หุ่นนักดนตรีชั้นภาชนะจิต ผู้เฝ้าสนามทดลองหุ่นเชิด มีรูปลักษณ์ละม้ายเสียนเจ่อราวกับฝาแฝด นางบรรจงดีดพิณผีผา เสียงสายพิณบีบคั้นหัวใจแปรเปลี่ยนเป็นคมศาสตรา ทว่ากระบวนท่าซึ่งเกิดจากการลอกเลียนย่อมมีช่องโหว่ หากปัดป้องคลื่นเสียงและคมเสียงสีฟ้าได้ตรงจังหวะ จะสะท้อนการโจมตีกลับไปทำร้ายนาง ผู้สร้างนางพยายามสร้างหุ่นเชิดที่ทัดเทียม หรือกระทั่งเหนือกว่าหมายเลขศูนย์ และอวี้จ้านก็คือหนึ่งในผลผลิตของแผนการนี้ นางโดดเด่นเหนือหุ่นเชิดนับไม่ถ้วนซึ่งบรรจุจิตสำนึกของชาวหมู่บ้านสกุลลู่เอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่อาจทำให้ผู้สร้างพึงพอใจได้อย่างแท้จริง ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่และจิตใจอันเข้มแข็ง ทำให้นางทนรับความเจ็บปวดจากการย้ายวิญญาณได้ แต่การขาดทั้งพรสวรรค์และพื้นฐานวรยุทธ์เป็นสิ่งที่ไม่มีวันชดเชยได้ ท้ายที่สุด สิ่งที่นางทำได้ดีก็มีเพียงการเลียนแบบเท่านั้น ผู้สร้างค่อย ๆ หมดความอดทน และลงทัณฑ์นางอย่างโหดร้ายยิ่งขึ้น อวี้จ้านจึงทำได้เพียงฝึกฝนพิณผีผาให้หนักกว่าเดิม ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งนางจะสามารถทำได้ แต่จะทำอะไรได้กัน กลายเป็นหมายเลขศูนย์อย่างนั้นหรือ สิ่งใดกันที่ค้ำจุนให้นางอดทนมาจนถึงวันนี้ แม้แต่นางเองก็จำไม่ได้แล้ว และยิ่งฝึกฝนนานเท่าใด นางก็ยิ่งเข้าใจชัดเจนว่า ตนไม่มีวันกลายเป็นหมายเลขศูนย์ได้เลย

เหยียนหรู หนึ่งในสี่สมุนเอกแห่งวิชาสยบสรรพวิชา ใต้บัญชาผู้เฒ่าสูงสุด อาศัยหุ่นฟางซ่อนกายอยู่ในมิติอู่หลินเร้นลับ อาภรณ์แดงสะบัดไหว ในมือกุมแส้ปัด เชี่ยวชาญการควบคุมเพลิงให้เป็นศาสตราสังหาร เพียงตวัดแส้ปัด ลูกไฟหลายสายก็พุ่งแหวกอากาศ นางเหยียบเวหาเหนือเมฆา เรียกร่างแยกมาระดมยิงกระสุนเพลิงเต็มท้องฟ้า ทั้งยังวางค่ายกลเพลิงวงกลมเผาผลาญทั่วสารทิศ หากศัตรูบุกเข้าประชิด เปลวเพลิงจะพวยพุ่งออกจากใต้แขนเสื้อฉับพลัน หรือจะอาศัยไฟหลบหนีไปไกล ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่มอดไหม้ นางรับบัญชาจากผู้เฒ่าสูงสุดให้ออกตามล่าศิษย์ทรยศ อิ๋งหั่วและต้างฮุ่ย แต่จิตใจของนางคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว นางหลงใหลการปลูกฝังความหวาดกลัวลงในใจผู้คน และเพลิดเพลินกับท่าทีหวาดผวากระสับกระส่ายของเหยื่อ ทั้งยังเชื่อมั่นว่า ความทุกข์ทรมานของสรรพชีวิตคือเครื่องสังเวยชั้นเลิศแด่พระแม่ สรรพชีวิตในโลกล้วนไร้ค่าดุจเศษหญ้า เมื่อพระแม่ผู้เปี่ยมเมตตาเสด็จลงมา เพลิงล้างโลกจะกลืนกินโลกเก่าจนหมดสิ้น ส่วนความเจ็บปวดและเสียงร่ำไห้จะประดับโลกใบใหม่ เหยียนหรูเฝ้ารอวันนั้นด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

นักเชิดหุ่นผู้แปรพักตร์หลบหนีจากสำนักของผู้เฒ่าสูงสุด สวมอาภรณ์เหลืองเยี่ยงนักพรต ใบหน้าปิดด้วยหน้ากากทองสัมฤทธิ์โบราณ ซึ่งมีดวงตาสีแดงฉานเรียงรายอยู่บนนั้น รูปลักษณ์ภายนอกดูขรึมขลัง ทว่ากลับแฝงความพิกลชวนสยอง เขาเชี่ยวชาญการใช้กระดิ่งเชิดหุ่น บงการหุ่นเชิดและซากแขนขาขนาดมหึมาให้ประสานกันจู่โจมศัตรู ทั้งยังเรียกร่างจำแลงออกมาลวงตาคู่ต่อสู้ได้ หลังซ่อนตัวอยู่ในหลุมทิ้งซากหุ่นมาเนิ่นนาน สติของต้างฮุ่ยก็ฟั่นเฟือนไปแล้ว ซากร่างที่กองทับถมและถูกฝังปะปนอยู่โดยรอบ ล้วนเป็นของเสียจากการทดลองหุ่นเชิดของทูตแห่งม่านฝัน ภายในยังคงมีจิตสำนึกของชาวบ้านหลงเหลืออยู่ แต่เขากลับได้รับคำสั่งให้โยนพวกเขาลงมาและทอดทิ้งไว้ที่นี่ หุ่นเหล่านั้นวิงวอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “ช่วยพวกข้าด้วยเถิด ท่านต้างฮุ่ย พวกข้ายังรักษาได้หรือไม่ พาพวกข้ากลับบ้านที” ทุกเสียงกระซิบคอยกรีดแทงจิตใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อขัดขวางมิให้พระแม่เสด็จลงมา เขายอมเข้ารับการดัดแปรปราณสังหารและแสร้งสวามิภักดิ์ต่อทูตแห่งม่านฝัน เขาเคยให้สัญญาแก่ชาวบ้านว่าจะปรุงยาต้มรักษาโรคหลับใหลปริศนาให้สำเร็จ ทั้งยังเคยนัดหมายกับอิ๋งหั่วผู้เป็นศิษย์น้องว่า เมื่อเรื่องวุ่นวายเหล่านี้สิ้นสุดลง ทั้งสองจะเสาะหาดินแดนอันอบอุ่นสักแห่ง แล้วร่วมกันดูแลดอกไม้ใบหญ้า แต่แล้วทุกสิ่งพลิกผัน ความรู้สึกผิดมิอาจลบเลือน ปราณสังหารกัดกินจิตใจ เขาจึงวิงวอนให้โซลลงมือปลิดชีพตน ก่อนอาศัยสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้าย จุดเพลิงเผาซากเหล่านั้นจนสิ้น และเผยให้โซลได้เห็นพิธีกรรมอันน่าสะพรึงของเหล่าผู้เฒ่าสูงสุด

มู่เสี่ยวขุยเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของมู่เทียนเหมี่ยว และเป็นเพื่อนในวัยเยาว์ของโซล นางมีนิสัยร่าเริงตรงไปตรงมา วางตัวอย่างเปิดเผยสง่างาม ชื่นชอบการฝึกอาวุธมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์เป็นเลิศ เมื่อถือกระบี่เรียววิหคอลหม่าน กระบวนท่าของนางคล่องแคล่วสง่างาม ฟาดฟันสิบครั้งในชั่วพริบตา เงากระบี่ปลิวว่อนทั่วบริเวณ ท่วงท่าพริ้วไหวดุจนกนางแอ่น เชี่ยวชาญการทะยานขึ้นโจมตีจากกลางอากาศ ทุกคมกระบี่อันดุดันเปี่ยมด้วยความเฉียบคมและมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของนาง ทว่าหลังเกิดเหตุพลิกผันครั้งใหญ่ บิดาผู้ที่นางเคยเชื่อว่าไม่มีวันพ่ายแพ้กลับถูกสังหาร และผู้ลงมือก็คือโซล จั่วซางดูเหมือนจะยอมรับทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว เขาปลอบนางว่าจะล้างแค้นให้บิดาบุญธรรม และมอบคำตอบที่สมควรแก่ภาคีไร้นามกับตัวนาง แต่มู่เสี่ยวขุยกลับหวังว่าเขาจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเข้าใจผิด ภาพวันวานอันอบอุ่นยังคงแจ่มชัด บิดามักพร่ำบอกเล่าอุดมการณ์ของตน แต่ก็ยอมให้นางหาเหตุผลชวนโซลออกไปประลองกระบี่เสมอ ส่วนจั่วซางจะอยู่เป็นเพื่อนบิดาแทนพวกเขา ทั้งสามล้วนเป็นครอบครัวที่สำคัญยิ่งสำหรับนาง แล้วแท้จริงเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ เหตุใดคนที่นางเคยเชื่อมั่น และเคยคิดจะร่วมท่องยุทธภพผดุงคุณธรรมไปด้วยกัน จึงจากไปยังเมืองผางเพียงลำพังโดยไม่ทิ้งคำอธิบายไว้สักคำ ทั้งยังยอมเสี่ยงถูกภาคีไร้นามตามล่าอย่างไม่ลดละ

ในอดีตนางเคยให้สัญญากับโซลว่า หากต้องประลองกัน ทั้งสองจะต้องทุ่มสุดกำลัง ดังนั้นในการต่อสู้ครั้งนี้ ท่วงท่าของนางจึงรวดเร็วดุจสายฟ้า ทุกการรุกถอยและพลิกกายปราศจากช่องโหว่ แขนทั้งสองอัดแน่นด้วยพลัง ทุกกระบวนท่าหนักแน่นมั่นคง วิชาที่อสูรหยกและภูตเหล็กถ่ายทอดให้หลอมรวมและระเบิดพลังออกจากร่างนางอย่างไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ความโศกเศร้าจากการสูญเสียบิดา ปริศนาที่โซลทิ้งไว้จากการจากไปอย่างกะทันหัน ความเปลี่ยนแปลงซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นภายในภาคีไร้นาม ตลอดจนความห่วงใยของผู้คนรอบข้าง นางค่อย ๆ เรียบเรียงทุกสิ่งอยู่ภายในใจ พยายามรักษาความสงบและตัดสินใจให้ถูกต้องที่สุด หลังจัดการกิจธุระภายในภาคีไร้นามเรียบร้อย นางก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพบโซลต่อหน้า นางจะเผชิญหน้ากับเขาด้วยตนเองและทวงถามคำตอบ จะต่อสู้โดยไม่ออมมือ เพื่อให้เขารู้ว่านางทั้งโกรธและหวั่นใจเพียงใด จากการที่เขาปิดบังทุกอย่าง จากไปโดยไม่ร่ำลา และคิดแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงลำพังอย่างเอาแต่ใจ ทว่าเมื่อคมอาวุธปะทะกันจนประกายไฟแตกกระจาย และทุกสิ่งราวกับหยุดนิ่งอยู่ในชั่วขณะที่ความคิดนับพันแล่นผ่าน นางก็ได้พบคำตอบของตนแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ายังคงเป็นโซลคนเดิม เช่นเดียวกับนางที่ไม่เคยเปลี่ยนไป แม้เขาจะไม่ยอมเอ่ยสิ่งใด นางก็จะออกตามหาความจริงและคำตอบนั้นด้วยตนเอง

สตรีสีหน้าเย็นชา ผู้เหยียบคมเลื่อยอสูรยาวไว้ใต้เท้าทั้งสอง ใช้ขาอันยืดหยุ่นควบคุมคมศาสตราคู่ ท่วงท่าว่องไวดุจสายฟ้า คมฟันเฉียบขาดไร้ผู้เทียบ นางกับเถี่ยกุ่ยร่วมกันถ่ายทอดวรยุทธ์แก่นายน้อยมู่เสี่ยวขุย และรับหน้าที่องครักษ์ โดยประสานงานกันอย่างไร้ช่องโหว่ เดิมอวี้เยาเป็นเด็กกำพร้า แต่ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าชีวิตอนธการยามตกอยู่ในอันตราย ต่อมาประมุขน้อยในวัยเด็กเรียกนางอย่างสนิทสนมว่าพี่สาว และบอกว่าจะเป็นครอบครัวให้นาง ถ้อยคำนั้นทำให้สตรีผู้เย็นชาต่อทุกสิ่งมาโดยตลอด บังเกิดความอ่อนโยนขึ้นมากมายในหัวใจ หน้าที่พิทักษ์นายแปรเปลี่ยนเป็นความรักและเทิดทูนจากส่วนลึกของหัวใจอย่างรวดเร็ว บนลานยุทธ์ นางเข้มงวดเที่ยงตรงกับประมุขน้อยอย่างไม่เห็นแก่หน้า แต่เมื่อลงจากลานกลับสอนวิธีกดนวดจุดชีพจรอย่างอดทน เพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าบริเวณข้อเท้าได้ทันท่วงที สิ่งใดที่ประมุขน้อยมอบให้ นางล้วนเก็บรักษาไว้อย่างเงียบงัน ระยะเวลาที่นางอยู่เคียงข้างนายน้อย อาจยาวนานยิ่งกว่าเจ้าชีวิตอนธการเสียอีก

จอมยุทธ์ผู้ใช้สนับหมัดเหล็กกล้า ศิษย์พี่ของเถี่ยขวงผู้คลั่งหมัด ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าเยือกเย็นดุจเหล็ก ยามยืนมั่นคงประหนึ่งขุนเขา ยามออกหมัดพลังหนักแน่นทรงอานุภาพ เขากับอวี้เยาร่วมกันถ่ายทอดวรยุทธ์แก่นายน้อยมู่เสี่ยวขุย และรับหน้าที่องครักษ์ โดยประสานงานกันอย่างไร้ช่องโหว่ เวลานั้น แม้บุญคุณความแค้นภายในสำนักจะยุติลงแล้ว แต่อู่หลินยังเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ เดิมเถี่ยกุ่ยคิดถอนตัวจากความวุ่นวาย ทว่าคำเชิญจากภาคีไร้นามและกฎเกณฑ์ที่ภาคีแสวงหา ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วม ภายในภาคีไร้นาม เถี่ยกุ่ยรับหน้าที่พิทักษ์ประมุขน้อย “คุ้มครองผู้อ่อนแอ ชกหมัดใส่ผู้แข็งกร้าว” คือวิถียุทธ์ที่เขายึดมั่นมาแต่เดิม และยิ่งใช้เวลาร่วมกันนานวัน เขาก็ยิ่งศรัทธาและยอมภักดีต่อนางจากใจ เสี่ยวขุยมีทั้งความสดใส ความบริสุทธิ์เปี่ยมเมตตา และพลังที่จะนำทางผู้อื่น คู่ควรให้เขาเอาชีวิตปกป้องและทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้นางเติบใหญ่ บัดนี้ เจ้าชีวิตอนธการองค์ก่อนสิ้นชีพ โซล หนึ่งในทูตอนธการก็แปรพักตร์หลบหนี สถานการณ์ภายในภาคีไร้นามจึงพลิกผันกะทันหัน แม้เถี่ยกุ่ยจะทอดถอนใจอยู่ลึก ๆ แต่ไม่คิดวิจารณ์สิ่งใด การตัดสินใจของประมุขน้อย ก็คือการตัดสินใจของเขา

หัวหน้าผู้คุมอนธการในอาภรณ์แดงและหน้ากากทอง ถืออาวุธตุ้มดาวตกคู่ซึ่งซ่อนผงเพลิงกัลป์ไว้ภายใน เมื่อโซ่ตุ้มหมุนคว้าง ผงเพลิงกัลป์จะฟุ้งกระจาย ศัตรูที่สัมผัสจะลุกไหม้ทันที หากฟาดลงพื้นอย่างรุนแรง ยังปลุกเพลิงกัลป์เต็มฟ้าให้แตกกระจายไปทั่ว ในฐานะผู้จุดเพลิง ฮั่วหลิวซิงรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของเพลิงกัลป์ จึงระมัดระวังและยำเกรงมันมาโดยตลอด อีกทั้งลิ่มผนึกจิตภายในร่างยังทำให้ทุกการกระทำของเขายึดภาคีไร้นามเป็นอันดับแรก โดยแทบไม่เคยคำนึงถึงตนเอง กระทั่งระหว่างภารกิจครั้งหนึ่ง เขาบังเอิญช่วยหมอพเนจรไว้ ผู้เป็นหมอมอบหน้ากากให้เป็นของตอบแทน ทั้งยังกล่าวว่า บุคคลระดับเขาสมควรมีหน้ากากอันวิจิตรไว้ขับเน้นฐานะ ฮั่วหลิวซิงเดิมคิดปฏิเสธ แต่หมอพเนจรกลับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยืนยันว่าหน้ากากนี้ช่วยควบคุมปราณสังหารและส่งเสริมการใช้วรยุทธ์ได้อย่างมาก หลายปีที่ต้องควบคุมเพลิงกัลป์ เขาฝึกกระบวนท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ช่างเปล่าเปลี่ยวจำเจ ส่วนความคับแค้นจากการครองตำแหน่งหัวหน้ามาเนิ่นนาน แต่ไม่เคยได้ก้าวขึ้นสู่หมู่ยอดฝีมือแห่งภาคีไร้นามนั้น มิได้แผดเผาหัวใจของเขาอยู่เช่นกันหรือ ในขณะนั้น เขาไม่อาจหาเหตุผลใดมาปฏิเสธได้อีก

หน้ากากทองบดบังร่องรอยที่เพลิงกัลป์กัดกิน และลิ่มผนึกจิตยังทำให้เปลวไฟโหมแรงยิ่งกว่าเดิม ท้ายที่สุดลิ่มเหลือเพียงเค้าโครงภายนอก ส่วนภายในถูกเผาผลาญจนว่างเปล่าไปนานแล้ว ผู้บงการเบื้องหลังซึ่งเฝ้ารอจังหวะอยู่เงียบ ๆ จึงเริ่มขยับสายเชิด ก่อนที่ฮั่วหลิวซิงจะไหวตัวทัน สายใยที่ค้ำจุนตัวตนของเขาก็ขาดสะบั้นไปทีละเส้น ลิ่มสลายเป็นเถ้าธุลีโดยสมบูรณ์ เพลิงมหึมาพลันโหมทะยาน ทะลวงออกจากศีรษะและหลอมตัวเขาให้กลายเป็นเปลวไฟสีเขียววังเวงที่เกาะติดอยู่กับร่าง ความเจ็บปวดจากการแผดเผาแพร่ไปทั่วแขนขาและกระดูกประหนึ่งโรคร้าย ทั้งยังเปลี่ยนจิตสำนึกของเขาให้เป็นเชื้อเพลิงแก่เพลิงกัลป์ เมื่อร้อนถึงขีดสุด กลับบังเกิดความหนาวเย็นพิกลที่เสียดแทงถึงกระดูก ทว่าซากร่างยังคงอยู่และสาดเพลิงกัลป์ออกมาอย่างไร้ขอบเขต ราวกับก่อให้เกิดความสำราญเล็กน้อย เช่นเดียวกับความคันแสนทรมานที่ได้รับการปลดปล่อยเสียที “เห็นหรือยัง หมอพเนจรผู้นั้นหลอกเจ้าหรือไม่” เสียงนั้นดังก้องอยู่ในจิตสำนึกส่วนสุดท้ายของเขา จริงด้วย หน้ากากนี้ช่วยควบคุมปราณสังหารได้จริง เพียงแต่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่เคยเป็นเขา หากเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังต่างหาก

ยอดฝีมือผู้คุมอนธการซึ่งพิทักษ์ถนนในเมืองผาง อาภรณ์และเสื้อคลุมดำขรึมดุจราตรีอันเงียบสงัด คมทั้งสองของดาบพิฆาตทัพในมือย้อมไปด้วยโลหิต กระบวนท่าเปิดกว้างทรงพลัง ทุกจังหวะขึ้นลงเผยถึงการฝึกฝนอย่างเข้มงวด เพลงดาบรุกถอยคล่องแคล่ว ทั้งแทง ผ่า และหมุนฟัน คมดาบหอบกรวดหินกับฝุ่นดินคำรามเข้ามา พลังดาบหนักแน่นกดข่มทั่วทั้งถนน เขาเคยเป็นกำลังชั้นยอดของฝ่ายธรรมะ กล้าหาญดุดันและไม่เกรงการต่อสู้ จิตสำนึกที่เคารพคำสั่งอย่างเคร่งครัดซึ่งฝังอยู่ในสายเลือด ยิ่งหยั่งลึกเพราะลิ่มผนึกจิต ยามเผชิญศัตรู เขาไม่ชั่งน้ำหนักผลได้เสียและไม่มีความคิดส่วนตนแม้แต่น้อย มุ่งปฏิบัติตามบัญชาของเจ้าชีวิตอนธการเพียงอย่างเดียว ไม่หวั่นความเป็นตาย เดินหน้ามิถอย ทุกการเข่นฆ่าคืองานเลี้ยงแห่งศึกอันดุเดือดซึ่งเป็นของเขาเพียงผู้เดียว ดาบพิฆาตทัพหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาไปนานแล้ว ร่างกายคือคมศึก ส่วนคำสั่งคือหนทางเบื้องหน้า

ยอดฝีมือผู้คุมอนธการซึ่งเฝ้าท่าเรือเมืองผาง ร่างในชุดคลุมดำดูเคร่งขรึม ทั้งการแต่งกายและรูปลักษณ์คล้ายกับจ้านฉี ผู้ประจำการต่อสู้อยู่ตามท้องถนน ข้างกายมักมีศิษย์หญิงสำนักไป๋ซานสองคนคอยติดตามและรับคำสั่ง ตะขอพรากวิญญาณในมือหมุนวนเป็นวงแหวนยามกวัดแกว่ง กระบวนท่าครบครันทั้งรุกและรับ มีแบบแผนรัดกุม โดยเฉพาะการใช้รับเป็นรุก เล่ากันว่า ตลอดครึ่งชีวิตที่ผ่านมา เขายึดมั่นในกฎสำนักและข้อห้ามอย่างเคร่งครัด ทั้งยังเชื่อมั่นว่ากฎแห่งสวรรค์ย่อมสำแดงความยุติธรรม ทว่าญาติสนิทและสหายรักกลับถูกใส่ความจนต้องโทษ ก่อนตายอย่างอยุติธรรมในเรือนจำ เหตุการณ์นั้นทำให้เขามองเห็นว่า สิ่งที่ฝ่ายธรรมะเรียกว่าคุณธรรมและระเบียบอันเที่ยงธรรม ล้วนเป็นเพียงคำพูดกลวงเปล่า เขาจึงละทิ้งอดีต และอุทิศตนให้แก่ระเบียบแห่งเจ้าชีวิตอนธการ โกวหุนวางแผนทุกอย่างให้รอบคอบก่อนลงมือ และไม่เคยข้องเกี่ยวกับเรื่องที่ตนไม่มีความมั่นใจ การแบ่งแยกว่าใครเป็นธรรมะหรืออธรรมตามค่านิยมของโลกไม่มีความหมายสำหรับเขา สิ่งสำคัญมีเพียงทุกขั้นตอนต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ และทุกอย่างต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย ในสายตาของเขา กฎเกณฑ์คือความยุติธรรมของโลก น่าเสียดายที่เมื่อเผชิญหน้ากับโซล แผนการของเขายังรอบคอบไม่มากพอ

ยอดฝีมือผู้แตกฉานเพลงดาบเพลิง สวมชุดรบประดับลายอัคคี หน้ากากที่เดิมใช้ปิดบังบาดแผลไฟไหม้ บัดนี้กลับครอบใบหน้าซึ่งกลายเป็นโพรงว่าง เพื่อสะกดความคลุ้มคลั่งจากการดัดแปร คมดาบของเขาไม่ต้องอาศัยสิ่งใดจุดไฟก็ลุกโชนได้เอง เพียงฟาดก็สร้างทะเลเพลิงแผดเผา หลายปีก่อน จู้หยวนรอดชีวิตจากสนามรบที่เพลิงลุกทั่วแผ่นดิน เขาเห็นกับตาว่าไม่ว่าคมศาสตราจะรวดเร็วเพียงใด ห่าธนูจะหนาแน่นเท่าใด ท้ายที่สุดล้วนถูกทะเลเพลิงกลืนกิน พลังทำลายล้างสรรพสิ่งนั้นทำให้เขาหลงใหลอย่างลึกซึ้ง จนทุ่มตนเข้าสู่เปลวไฟโดยไม่คำนึงสิ่งใด ใช้ไฟฝึกดาบ แม้ถูกเผาไหม้ทั่วร่างก็ยังแสวงหาวิชาควบคุมเพลิง เตาหลอมในหอปราณสังหารเดินเครื่องทั้งกลางวันกลางคืน โลหะหลอมเหลวไหลวนไม่หยุด การใช้อุปกรณ์ที่หลงเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนี้เข้าดัดแปร ทำให้ร่างของจู้หยวนทนความร้อนอันน่าสะพรึงได้ ทั้งยังยกระดับเพลงดาบขึ้นอีกขั้น เขาจึงต่อกรกับเปลวเพลิงแผดเผา จนหลอมไฟเข้าสู่ดาบและใช้ปราณสังหารควบคุมได้สำเร็จ

แม่ทัพผู้เคยนำกองทหารต่อสู้กับหน้ากากอสูรอย่างนองเลือด ภายหลังประจำการอยู่ที่ตรอกหลังเมืองผาง เกราะหนาที่สวมมีต้นกำเนิดเดียวกับของจั๋วปี้ ผู้เฝ้าประตูหมู่บ้านสกุลลู่ ร่างสูงตระหง่านดุจหอคอยเหล็ก กระบองหนามในมือหนักหน่วงทรงพลังราวหมาป่าคลั่งกระหายเลือด ยามคับขันยังเปลี่ยนปราณสังหารเป็นเพลิงโกลาหลเพื่อแผดเผาศัตรูได้ ผู้ผ่านการดัดแปรนับไม่ถ้วนสิ้นชีวิตด้วยน้ำมือเขา ส่วนอุปกรณ์ที่คนเหล่านั้นทิ้งไว้ เขาก็นำมาต่อเข้ากับร่างตนเอง เขายังคงมีชีวิตอยู่ในห้วงเวลาที่หน้ากากอสูรปรากฏเป็นฝูง ครั้งนั้นเขาฝืนเสียงคัดค้าน สั่งให้ทหารทั้งกองเข้ารับการดัดแปร จนสหายร่วมรบทั้งหมดตกอยู่ในความคลุ้มคลั่ง หลังลงมือปลิดชีพพวกเขาด้วยตนเอง เขาฝังอุปกรณ์ของทุกคนลงในเลือดเนื้อของตน หวังจะพาพวกเขากลับบ้านไปด้วยกัน ทว่าเขาดำดิ่งสู่ความเสื่อมทรามไปนานแล้ว อุปกรณ์ซ้อนทับกันทีละชั้น ความเป็นมนุษย์ถูกลอกออกทีละส่วน จิตสำนึกของเขาเริ่มเดินทางระหว่างอู่หลินภายนอกกับอู่หลินเร้นลับได้ชั่วขณะ กระทั่งเข้าใกล้ส่วนลึกของอู่หลินเร้นลับ เขาตระหนักว่าที่นั่นต่างหากคือปลายทางแท้จริง ต้องกลืนกินอุปกรณ์ให้มากขึ้น เข้าใกล้ที่นั่นให้มากกว่าเดิม เพื่อให้ดวงวิญญาณนับหมื่นกลับคืนสู่มลทินทั้งหมด

สตรีอาภรณ์ขาวผ่ายผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เฝ้าอยู่ข้างบ่อน้ำแห้งและขับร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าได้ยินเสียงเรียกจากคนรัก ผู้ใดกล้ารบกวนฝันอันลุ่มหลงของนาง จะถูกชายแขนเสื้อยาวคมดุจศาสตราและมายาวิชาที่แปรเป็นกรงขัง ม้วนกลืนเข้าสู่ความมืดไร้ขอบเขต ในอดีต นางเคยเห็นศิษย์ของผู้เฒ่าสูงสุดใช้เสียงพิณสร้างแดนมายานับพันอันงดงามจับใจ จึงสมัครเข้าสำนักโดยไม่หวนกลับ คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่ผู้เฒ่าสูงสุดถ่ายทอดจะเป็นเพียงการดัดแปรปราณสังหารอีกรูปแบบหนึ่ง นางไม่เพียงไม่อาจค้นพบหนทางผสานเสียงขับงิ้วเข้ากับมายาวิชา แต่ใบหน้ายังบิดเบี้ยวและแหว่งวิ่นลงทุกวัน จดหมายจากคนรักทำให้นางตัดสินใจยอมตายเพื่อหลุดพ้นจากวิถีอันชั่วร้ายนี้ นางฝ่าความตายกว่าเก้าครั้งจึงหนีออกจากสำนักสำเร็จ ก่อนใช้หน้ากากปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมและสะกดปราณสังหาร ทำให้เดินทางมาถึงสถานที่ซึ่งนัดหมายกับคนรักได้ ทว่าในเมืองผางอันกว้างใหญ่กลับไร้เงาร่างอันคุ้นเคย นางใช้วิชาพิสดารออกตามหา แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวความอาลัยที่คนรักทิ้งไว้ ยามมีชีวิต เขาโปรดฟังนางขับร้องงิ้วที่สุด ริมบ่อน้ำจึงกลายเป็นเวทีของนาง และตัวนางกลายเป็นผู้ถูกจองจำอยู่ในละครกับความฝัน ขอเพียงขับร้องต่อไป คนรักของนางย่อมกลับมาในสักวัน แม้ทุกครั้งที่เปล่งเสียง จะมีเพียงท่วงทำนองสะอื้น

หมอผู้ปักหลักอยู่ในตรอกหลังเมืองผาง สวมหน้ากากประดับเหรียญทองแดง ด้วยศาสตร์โอสถที่เหนือกว่าหมอทั่วไปอย่างลิบลับ เขาจึงได้รับความเลื่อมใสจากเหล่าผู้ผ่านการดัดแปร ทว่าปราณสังหารที่เขาต้องสูบกลืนเพื่อรักษาผู้บาดเจ็บนั้น ก็มากกว่าที่หมอไร้ใจทั่วไปต้องใช้อย่างเทียบกันไม่ติด โศกนาฏกรรมของอาจารย์ผู้มีพระคุณตอกย้ำว่า หมอผู้เปี่ยมเมตตายากจะพบจุดจบอันดี ส่วนเซี่ยเสี่ยวหรง ศิษย์น้องผู้ไร้ชื่อเสียง ก็แสดงให้เห็นว่าแม้พากเพียรฝึกฝนเพียงใด ก็ใช่ว่าจะมีผู้รับรู้ เขาจึงใช้เรื่องเหล่านี้เป็นข้ออ้าง เพื่อปลอบตนเองต่อครึ่งชีวิตที่สูญเปล่าและความไม่สมหวังบนเส้นทางหมอได้อย่างไม่รู้สึกผิด กระทั่งผู้ผ่านการดัดแปรกายามังกรแพร่ไปทั่วเมืองผาง เขาจึงพบโอกาสพลิกชะตา อาศัยฐานะหมอล่อลวงศิษย์หญิงสำนักไป๋ซานที่ถูกดัดแปรมายังตรอกหลัง แล้วสูบกลืนปราณสังหารจากพวกนางอย่างตะกละตะกลาม ก่อนแบ่งปราณสังหารที่ช่วงชิงมาให้คนตกทุกข์ได้ยากไม่กี่คนราวกับโปรยทาน ยื้อลมหายใจให้พวกเขาได้อีกเพียงไม่กี่วัน เขาใช้ชีวิตเช่นนี้อย่างสำราญและทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาต่างยกย่องเขาว่าเป็นหมอเทวดาแห่งยุค ส่วนกองศพของเหล่าผู้ผ่านการดัดแปร กลับแทบไม่มีใครเหลียวแล เหรียญทองแดงบนหน้ากากกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง ขณะเขาสูบกลืนปราณสังหารอันหอมหวานเย็นชื่นอย่างละโมบ และเขาต่างหากที่เป็นผู้มอบชีวิตให้มดปลวกเหล่านั้น เขาจึงเป็นหมอเทวดาที่แท้จริง ผู้กุมความเป็นความตายของผู้อื่น

ฉมวกเล่มเดียวก็สามารถก่อคลื่นนับพันชั้น เขาอาศัยกระแสน้ำขับเคลื่อนกระบวนท่า ดำผุดดำว่ายอย่างไร้ร่องรอย แม่น้ำ ลำคลอง และทะเลสาบทุกแห่งล้วนเป็นแดนล่าของเขา เดิมทีเขาคือประมุขพรรคท่องนที ด้วยความกล้าหาญดุดัน เขาขับไล่โจรน้ำและปกป้องเส้นทางสัญจร จึงได้รับการยกย่องให้เป็นประมุข พรรคค่อย ๆ รุ่งเรือง มีท่าเรือและเส้นทางน้ำเป็นของตนเอง คอยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในพื้นที่ จอมยุทธ์จำนวนไม่น้อยเดินทางมาขอเข้าร่วม ส่วนผู้เฒ่าบางคนก็เลือกมาปลีกวิเวกที่นี่ ต่อมาเมื่อสามยอดฝีมือคุนหลุนเดินทางมาปราบหน้ากากอสูร พรรคท่องนทีต้องการช่วยเหลือฝ่ายธรรมะ จึงนำวิชาท่องนทีมาผสานกับการดัดแปรกายามังกร แต่เหล่าศิษย์กลับกลายพันธุ์ทั้งหมด ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำและล่ามนุษย์เป็นอาหาร ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเป็นพี่น้องของเขา หลังพ่ายแพ้ในการต่อสู้อันดุเดือดกับโซล ทั้งศีรษะมังกรเหล็กยังได้รับความเสียหายจนยากจะควบคุมปราณสังหารในร่าง โหยวหลงจึงหลบหนีไปตามสายน้ำ เขายังตายอยู่ที่นี่ไม่ได้ มิฉะนั้นเด็ก คนชรา และเหล่าพี่น้องในพรรคจะไม่เหลือผู้ใดให้พึ่งพาอีก

เหลยถิง หนึ่งในสี่สมุนเอกแห่งวิชาสยบสรรพวิชาใต้บัญชาผู้เฒ่าสูงสุด อาศัยหุ่นฟางซ่อนกายอยู่ในมิติอู่หลินเร้นลับ นางสวมอาภรณ์เขียวเข้มอมคราม มือกุมแส้ปัด เชี่ยวชาญการควบคุมอสนีให้เป็นศาสตราสังหาร เพียงสะบัดแส้ปัดเบา ๆ เสาสายฟ้าหลายสายก็ฟาดลงจากกลางอากาศ นางอาศัยพลังอสนีเคลื่อนกายได้ ทั้งยังใช้ตนเป็นศูนย์กลาง แผ่ค่ายกลสายฟ้ารูปวงแหวนสะเทือนไปทั่วสารทิศ เดิมนางรับบัญชาจากผู้เฒ่าสูงสุดให้แฝงตัวเข้าเมืองผางเพื่อเฝ้าจับตาทูตแห่งม่านฝัน แต่ฉิวมิ่งป้องกันแน่นหนา นางจึงไม่มีโอกาสลงมืออยู่เนิ่นนาน ภายหลังได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนไปสำรวจต้นไทรใหญ่หน้ามนุษย์ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ประหลาดไม่หยุด ภายในต้นไม้นั้นอัดแน่นด้วยปราณสังหาร หากหาทางช่วงชิงมาได้ อาจช่วยเปิดรอยแยกและทำให้พระแม่เสด็จลงมาเร็วยิ่งขึ้น กฎเกณฑ์ของปุถุชนล้วนผ่อนปรนเกินควร แต่เมื่อพระแม่ผู้เปี่ยมเมตตาเสด็จลงมา อสนีสวรรค์เก้าชั้นจะตัดสินทุกสิ่ง ครานั้นหลักอันจอมปลอมจะพังทลาย บาปทั้งปวงถูกลงทัณฑ์ และความยุติธรรมอันเที่ยงแท้จะสร้างโลกมนุษย์ขึ้นใหม่ เหลยถิงเชื่อมั่นในเรื่องนี้โดยไม่เคยสงสัย

อัสนีผ่ากลางนภา หนึ่งคนหนึ่งอาชาทะยานลงจากฟากฟ้า ผู้มาถึงเชี่ยวชาญวิชาทวนถึงขั้นล้ำเลิศ มีผลงานโดดเด่นนับไม่ถ้วนในภาคีไร้นาม ทั้งยังสุขุมหนักแน่นและเปี่ยมด้วยคุณธรรมแห่งจอมยุทธ์ เขาคือฉางหง สหายเก่าผู้เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับโซล ครั้งยังเยาว์ ฉางหงเคยติดตามชายชราผู้คุ้มกันขบวนสินค้าเพื่อศึกษาวิชาทวน เพียงหนึ่งเดือนก็เรียนรู้วิชาของผู้เฒ่าจนหมดสิ้น หลังจากนั้นเขาฝึกสะบัดปลายทวนเหนือผิวน้ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฝีมือจึงลึกล้ำขึ้นทุกวัน จนบรรลุขั้นรวบรวมสายฟ้าและชักนำอสนี หลังได้ประสบความขัดแย้งอันโหดร้ายนอกยุทธภพด้วยตนเอง ฉางหงยิ่งปรารถนาจะรักษาความสงบเรียบง่ายเอาไว้ ไม่ว่าในยุทธภพหรือภายในภาคีไร้นาม เขามักปกปิดชื่อเสียงและดำเนินการอย่างเงียบเชียบ แม้เมื่อแต่งงานมีบุตร ก็เชิญเพียงสหายสนิทไม่กี่คนมาร่วมยินดี หากกล่าวถึงสิ่งที่ชอบทำในยามว่าง ก็คงเป็นการนั่งอยู่มุมหนึ่งของหอรู้แจ้ง รินสุราดื่มตามลำพัง ทว่าวันนี้ที่เขากลับมาพบโซลอีกครั้ง เป็นเพราะต้องการสะสางความค้างคาในใจ หรือมาเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของภาคีไร้นามกันแน่

ความขัดแย้งในยุทธภพ ย่อมต้องตัดสินกันด้วยวิถีของยุทธภพ หากไม่ทุ่มสุดกำลัง แล้วจะหยั่งรู้เจตนาที่แท้จริงของคู่ต่อสู้ได้อย่างไร ฉางหงเรียกอาชาคู่ใจออกมา เพียงปลายทวนสะบัด ลมเมฆพลันเคลื่อน ประกายอัสนีขานรับ คนและม้าประสานเป็นหนึ่ง กีบอาชากระหน่ำฉับไว ทวนอัสนีฟาดลงจากเบื้องบน ชักสายฟ้าผ่าลงสู่ผืนดิน ประกายอัสนีเลื้อยคดดุจอสรพิษเงิน ทำให้ศัตรูยากจะหลบหนี ท่ามกลางการประมือ ประกายอัสนีกับเงาคมดาบปะทะสลับกัน จนกริชของโซลจ่ออยู่ข้างลำคอฉางหง คมสังหารจึงหยุดชะงัก แม้ฉางหงจะพ่ายแพ้ แต่ภายในใจกลับโล่งกระจ่าง ผู้ที่อยู่ตรงหน้ายังคงเป็นโซลคนเดิมที่เขารู้จัก จิตใจและศักดิ์ศรีไม่เคยแปรเปลี่ยน ทั้งยังใช้การประลองครั้งนี้พิสูจน์ว่า เขาตัดสินใจจะแบกรับทุกสิ่งไว้ด้วยกำลังของตนแล้ว เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ ย่อมไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดอีก ฉางหงเอ่ยลาสหาย สะพายทวนขึ้นหลังม้า ก่อนควบจากไปพร้อมเสียงอาชาร้องและอัสนีคำราม ปัดเป่าความหม่นหนักในใจยามมาเสียสิ้น

ณ ส่วนลึกของสำนักเชิดสิงโตซึ่งถูกทิ้งร้างมานาน ปรมาจารย์เลี่ยเยี่ยนผู้ถูกปลุกด้วยพิธีแต้มดวงตา ชูหัวสิงโตเหล็กขึ้นสูงและกลับมาร่ายรำร่วมกับเหล่าโม่ รองประมุขของสำนักอีกครั้ง ทั้งสองกระโจนพลิกกายไปมาระหว่างเสาดอกเหมยที่ลุกไหม้ ประสานกันอย่างรู้ใจดังเช่นวันวาน แต่ความสง่างามซึ่งเคยใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำพาสิริมงคล บัดนี้กลับกลายเป็นความดุร้ายที่มุ่งคร่าชีวิต เล่ากันว่าการเชิดสิงโตถือกำเนิดจากพิธีขับไล่ภูตผีในอดีต ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นการร่ายรำเพื่ออำนวยพรเมื่อแผ่นดินสงบสุข ครั้นยุทธภพตกอยู่ในความวุ่นวายและหน้ากากอสูรออกอาละวาด เลี่ยเยี่ยนจึงศึกษาคัมภีร์โบราณใหม่อีกครั้ง ผสานวรยุทธ์เข้ากับการเชิดสิงโต และนำเหล่าศิษย์ติดแผ่นทองแดง เหล็กกล้า และคมอาวุธลงบนหัวสิงโต เปลี่ยนการเคลื่อนกาย กระโจน และตะปบให้เป็นวิชาสังหาร ในยามสงบ พวกเขาออกเชิดสิงโตตามท้องถนนเพื่ออำนวยพร ครั้นหน้ากากอสูรบุกมา พวกเขาก็ควบคุมสิงโตเหล็กให้พ่นเปลวเพลิงขับไล่ศัตรู จนเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมือง กระทั่งค่ำคืนก่อนวันขึ้นปีใหม่ แผนการของทูตแห่งม่านฝันก็ปิดฉากลง เสียงระฆังเร่งเร้าปราณสังหารจนเลี่ยเยี่ยนสูญเสียการควบคุม สุดท้ายเขาถูกทูตแห่งม่านฝันนำไปดัดแปรกายามังกร และกลายเป็นหุ่นเชิดที่ถูกหน้ากากควบคุม ผู้ซึ่งยึดถือการปราบสิ่งชั่วร้ายเป็นหน้าที่ตลอดชีวิต ย่อมไม่ยินยอมกลายเป็นอสูรร้ายเสียเอง ด้วยเจตจำนงสุดท้ายที่หลงเหลือ ทั้งสองจึงฝืนปิดกั้นชีพจรเพื่อสะกดจิตสังหาร และเฝ้ารอผู้ทำพิธีไฉ่ชิงที่จะมารับวิชาทั้งหมดที่พวกเขาสั่งสมมาตลอดชีวิต พร้อมปลดปล่อยร่างซึ่งถูกควบคุมนี้ให้สิ้นสุดลง

ท่ามกลางเปลวเพลิง เขายังคงกระโจนร่ายรำดังเช่นวันวาน ราวกับยังยืนอยู่ท่ามกลางสายตานับหมื่นที่เฝ้ารอให้เขาขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอำนวยพรแก่ผู้คน เขาทะยานขึ้นยืนบนเสาดอกเหมย และเรียกเหล่าศิษย์มาร่วมร่ายรำเป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้ผู้ทำพิธีไฉ่ชิงมาถึงแล้ว เขาเพียงต้องร่ายรำให้เต็มที่ เปลี่ยนปณิธานตลอดชีวิตให้เป็นการแสดงปิดฉากอันสมบูรณ์ พร้อมถ่ายทอดยอดวิชาทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง ผู้ทำพิธีไฉ่ชิงตรงหน้าก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ทุกย่างก้าวเป็นจังหวะมั่นคง ทั้งการกระโจนพลิกกายบนเสาดอกเหมย การไฉ่ชิง และการพ่นไฟ ล้วนเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง เลี่ยเยี่ยนส่งออกทีละกระบวนท่า อีกฝ่ายก็ตั้งรับทีละกระบวน จากการหยั่งเชิงกลายเป็นการไล่ตาม จากการถ่ายทอดกลายเป็นการประลอง จิตแห่งการแข่งขันค่อย ๆ ถือกำเนิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว คนรุ่นหลังผู้นี้นับว่าน่าเกรงขาม หากยังมีวันข้างหน้า เขาย่อมกำกับการฝึกของเด็กหนุ่มด้วยตนเอง และขัดเกลาวิชานี้ให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ทว่าเขาไม่มีโอกาสได้รอถึงวันนั้นแล้ว เมื่อการร่ายรำใกล้สิ้นสุดและเขากำลังจะสูญเสียการควบคุม คนหนุ่มตรงหน้าก็รับหัวสิงโตจากมือเขาไว้อย่างมั่นคง แต่หยุดไว้เพียงเท่านั้น มิได้นำมันมาใช้โจมตี เพียงชั่วขณะนั้น เลี่ยเยี่ยนก็มองเห็นพลังชีวิตแห่งการเชิดสิงโตหลอมรวมอยู่ภายในหัวสิงโตในมืออีกฝ่าย วันหนึ่งเปลวเพลิงของมันจะกวาดล้างสิ่งชั่วร้ายและขจัดความมัวหมองทั่วหล้า เพียงเท่านี้ การร่ายรำครั้งสุดท้ายของเลี่ยเยี่ยนก็เสร็จสมบูรณ์

ท่ามกลางดินรกร้างในสุสาน เสี่ยวเสวี่ยกำลังกัดกินซากศพที่เน่าเปื่อย นางทอดสายตาหิวกระหายไปยังทุกชีวิตและทุกศพที่มองเห็น ขณะเหวี่ยงคราดในมืออย่างไร้แบบแผน นางสามารถเรียกร่างเงาหลายร่างซึ่งมีรูปลักษณ์เช่นเดียวกับตนออกมาได้ ระหว่างหลบหนีภัยเมื่อปีก่อน เสี่ยวเสวี่ยเกือบตายเพราะความหนาวเหน็บและหิวโหย โชคดีที่กลุ่มจอมยุทธ์ยื่นมือเข้าช่วย พวกเขาสัญญาว่าจะคุ้มครองนางและสอนวรยุทธ์ให้ แต่คำสัญญาเหล่านั้นกลับสิ้นสุดลงในการต่อสู้กับหน้ากากอสูรนอกค่าย นางจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนสั่งให้หลบซ่อนให้ดี และรับปากว่าจะกลับมารับ ทว่าเมื่อนางออกตามหา กลับพบเพียงศพหลายร่างที่ไม่อาจจำแนกใบหน้า เสี่ยวเสวี่ยฝังศพเหล่านั้น เก็บกวาดความเสียหายที่หลงเหลืออยู่ทั่วพื้น แล้วเฝ้ารอให้เหล่าจอมยุทธ์กลับมา แต่สัมภาระที่ติดตัวกลับเบาลงทุกวัน จนไม่เหลือสิ่งใดกินได้อีก เมื่อความหิวโหยหวนกลับมา นางจึงขุดดินอ่อนนุ่มตรงหน้า เสียงหนึ่งภายในหัวบอกนางว่า ใต้พื้นดินอาจมีรากผักและมันเทศให้ขุดพบ

ว่านจวิน จอมค้อนยักษ์ผู้เฝ้าฐานที่มั่นใหญ่แห่งสมาพันธ์ธรรมะ มีร่างกายใหญ่โตและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการดัดแปร ค้อนแตงทองในมือของเขากวัดแกว่งคราใด ศิลาแตก ปฐพีสะเทือน และศัตรูถูกบดขยี้ด้วยพลังมหาศาล ญาติพี่น้องและศิษย์ร่วมสำนัก บ้างหวาดกลัวพละกำลังอันดุดันของว่านจวิน บ้างรังเกียจที่เขาทึ่มทื่อ มีเพียงเหล่าพิราบขาวซึ่งไม่เคยใส่ใจอคติทางโลก มองว่านจวินเป็นดั่งต้นไม้สูงใหญ่ และมักบินมาเกาะพักบนแขนของเขา วันหนึ่งฮวงสิงจื่อบังเอิญเห็นว่าเขามีพละกำลังผิดมนุษย์ จึงตำหนิว่าไม่ควรปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปกับฝูงพิราบ แต่ควรนำพลังนี้มารับใช้ฝ่ายธรรมะ ฮวงสิงจื่อยังถ่ายทอดวิชากายามังกรให้แก่เขา พร้อมกล่าวว่าวิชานี้จะเปิดปัญญาให้เฉลียวฉลาด ให้คุณร้อยประการโดยไร้โทษแม้เพียงข้อเดียว เมื่อฝึกฝนไปนานวัน ว่านจวินย่อมมีพละกำลังเหนือผู้ใดในอู่หลิน และเป็นที่เทิดทูนของเหล่าวีรชนทั่วหล้า ว่านจวินไม่เคยใฝ่ฝันให้ผู้ใดเทิดทูน เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีผู้ฝากความหวังอันใหญ่หลวงไว้กับเขา นับแต่นั้นเขาจึงภักดีไม่แปรเปลี่ยน และสาบานว่าจะติดตามฮวงสิงจื่อจวบจนตัวตาย แม้ปราณสังหารจะย้อนกัดกินจนสติพร่าเลือนลงทุกวัน เขาก็ยังปฏิบัติตามคำสั่งของท่านฮวงอย่างเคร่งครัด และเฝ้าอยู่หน้าฐานที่มั่นใหญ่ไม่ยอมจากไป ค่ายใหญ่แห่งนั้นทรุดโทรมและรกร้างลงทุกวัน แต่ฝูงพิราบขาวยังคงวนเวียนอยู่เคียงข้างสหายเก่าผู้นี้ และในห้วงที่ว่านจวินพ่ายแพ้แก่โซล ก่อนร่างใหญ่โตจะล้มครืนลง ไม่ทราบเพราะเหตุใด คำลวงที่ว่า “การดัดแปรกายามังกรให้คุณร้อยประการโดยไร้โทษแม้เพียงข้อเดียว” จึงพลันวาบผ่านห้วงคิดอันด้านชาและเลอะเลือนของเขา

สตรีอาภรณ์แดงลึกลับผู้เคยปรากฏบนยอดหอสูงของเรือนพิราบ วิชากระบี่พลิ้วไหวงดงาม แต่ใบหน้าถูกปราณสังหารแผดเผาจนกลายเป็นโพรงบิดเบี้ยว ถึงกระนั้นนางยังมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อย และปักหลักอยู่บนยอดหอราวกับเฝ้ารอคนสำคัญ ดังนั้นยามประมือกับโซล นางมิได้คิดใช้กำลังทั้งหมด เพียงถูกปราณสังหารบงการจนควบคุมตนเองได้ยาก นางมาจากพรรคมาร แต่กลับรักกับศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นศิษย์ฝ่ายธรรมะ ผู้อาวุโสของสมาพันธ์ธรรมะไม่เคยยอมรับพรรคของนางอยู่แล้ว ความรักครั้งนี้จึงกลายเป็นข้ออ้างทำร้ายนาง พวกเขาทรมานและย่ำยีนางสารพัด ก่อนเสแสร้งไว้ชีวิตอย่างมีเมตตา ช่างน่าขันสิ้นดี ผู้อาวุโสเหล่านั้นไม่คิดต่อกรกับสิ่งที่มิใช่มนุษย์ กลับยอมทุ่มกำลังมากมายจัดการพรรคมารเล็ก ๆ ซึ่งสงบอยู่ในพื้นที่ของตน ปากพร่ำอ้างว่าคือฝ่ายธรรมะ แต่ใจกว้างและกล้าหาญยังเทียบศิษย์ใต้บัญชาไม่ได้แม้แต่น้อย เพื่อเอาชีวิตรอดและล้างแค้น นางจึงเข้ารับการดัดแปร แต่เมื่อยืนบนยอดหอ มองลงมายังฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะที่พังพินาศ นางจะรู้สึกหรือไม่ว่าทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า หรือบางที ทั้งรัก แค้น บุญคุณของนาง อาจเป็นสิ่งที่นางจะไม่มีวันเสียใจในชีวิตนี้

ทั้งเจ็ดมีศิษย์พี่ใหญ่เป็นผู้นำ เพลงกระบี่ประสานเป็นหนึ่ง จัดขบวนตามรูปดาวเหนือ จึงเรียกว่า “ค่ายกลกระบี่เจ็ดดารา” หลังการดัดแปรกายามังกร ปราณสังหารของพวกเขายิ่งเชื่อมถึงกัน ทำให้รุกถอยสอดประสานยิ่งกว่าเดิม ทั้งเจ็ดยึดมั่นในความสุจริตมาโดยตลอด มุ่งศึกษาวิชากระบี่ ลงโทษคนชั่วช่วยเหลือคนดี และไม่เคยคิดแก่งแย่งกับผู้ใด ทว่าศิษย์พี่ใหญ่กลับรักกับสตรีพรรคมาร เป็นการละเมิดกฎฝ่ายธรรมะ ต่อให้เพลงกระบี่เหนือผู้คน และสร้างผลงานยิ่งใหญ่มาชดเชยความผิดนานแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในสมาพันธ์ ทั้งยังถูกกีดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ศิษย์พี่ใหญ่เพียงยิ้มรับ แบกความอยุติธรรมทั้งหมดไว้อย่างสงบ เขาไม่อยากทรยศต่อคนรัก และไม่อยากทรยศต่อสำนัก จึงหวังเดินบนหนทางที่ไม่ละอายต่อใจ ท่ามกลางธรรมะและอธรรมซึ่งไม่มีวันประนีประนอม แต่ในความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ เขากลับรู้สึกเสมอว่าติดค้างศิษย์น้องผู้ติดตามตนมามากเหลือเกิน เหล่าศิษย์น้องมองทุกสิ่งออกอย่างชัดเจน ไม่เคยกล่าวโทษศิษย์พี่ กลับเดือดดาลต่อความอยุติธรรมที่เขาได้รับ และเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็ทำลายความเคารพกับความหวังสุดท้ายที่มีต่อผู้อาวุโสของสมาพันธ์โดยสิ้นเชิง ที่แท้การไม่คิดได้เสียและยอมถอยอย่างสงบ มีแต่จะทำให้พวกเขากลายเป็นหมากที่ถูกใช้และเหยียบย่ำไม่รู้จบ ด้วยความคับแค้นนานัปการ พวกเขาจึงก้าวเข้าสู่การดัดแปรกายามังกร ส่วนสมาพันธ์ก็ฉวยโอกาสลบชื่อทั้งเจ็ด ทำให้ยุทธภพแทบไม่รู้จักพวกเขายิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีวิชากระบี่เป็นเลิศและเป็นผู้นำค่ายกล

บนแท่นสูง ศิษย์สามคนใช้ปลายกระบี่เกี่ยวด้ายแดง ดึงศิษย์พี่ใหญ่ให้ห้อยกลับหัวตามเส้นด้าย ลอยค้างกลางอากาศ เขาเหวี่ยงคมกระบี่ตามแรงดึงของสายเชิด รูปลักษณ์ดุจหุ่นกระบอกที่พยายามหลุดพ้นจากการชักใย และดุจภูตผีซึ่งพ่นเส้นด้ายแดงคมกริบนับหมื่นออกจากโพรงดำบนใบหน้า เส้นด้ายพันรัดไขว้ไปมาราวหลั่งน้ำตาโลหิต ครั้งหนึ่งเขาเคยรักกับสตรีพรรคมาร แต่ผู้อาวุโสฝ่ายธรรมะไม่ยอมรับความสัมพันธ์นี้ เพียงคำสั่งเดียวก็พรากคู่รักจากกัน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้รู้จักเพียงการศึกษาค่ายกลกระบี่ จะเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมและเกมอำนาจได้อย่างไร เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาโต้แย้งสำนักอย่างเงอะงะ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการต้องมองคนรักถูกทรมานจนบาดเจ็บทั่วร่าง โดยไม่อาจทำอะไร แม้มีค่ายกลกระบี่ไร้เทียมทาน ก็ยังปกป้องคนที่ปรารถนาจะปกป้องไม่ได้ เมื่อหัวใจตายไปแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดให้สูญเสียอีก เขามอบทุกสิ่งที่ยังเหลือแก่สายเชิดทั้งหมด ถึงท่าห้อยหัวจะดูดุจหุ่นกระบอกแล้วอย่างไร อย่างน้อยปลายสายที่ใช้เชิดหุ่น ก็ต้องอยู่ในมือของพวกเขาเอง

ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักไป๋ซาน และศิษย์เอกของเจ้าสำนักปี้เถาเถา เมื่อโซลพบนางในแดนคุมขัง หน้ากากของนางแตกร้าวแล้ว และกำลังพยายามสุดกำลังเพื่อข่มปราณสังหารอันพลุ่งพล่านในร่าง กระบี่อ่อนในมือยืดหยุ่นแต่ไม่หัก ยังคงเผยความสง่างามและภูมิฐาน เช่นเดียวกับอาจารย์ปี้เถาเถา อู๋เหลิ่งซวงเชื่อมั่นว่าทั้งการดัดแปรกายามังกรและการดัดแปรปราณสังหารล้วนเป็นวิชาอาถรรพ์ หลังปี้เถาเถาขาดการติดต่อ นางจึงออกเดินทางตามหาอาจารย์และความจริง หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง อู๋เหลิ่งซวงไม่มีวันคาดคิดว่าเหล่าศิษย์พี่น้องร่วมสำนักจะถูกดัดแปรเป็นหน้ากากอสูรและหุ่นเชิด แม้นางสืบพบความลับนี้ ก็ยังหนีเคราะห์ไม่พ้น แม้ปราณสังหารหลุดจากการควบคุม อู๋เหลิ่งซวงยังคงห่วงหาอาจารย์ที่ถูกจับไปยังปลายทางภูเขา เดิมนางเป็นบุตรีของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แต่เมื่อเห็นบ้านเมืองวุ่นวายจึงตัดสินใจฝึกยุทธ์ เดิมความอ่อนช้อยยืดหยุ่นของนางเกิดจากการฝึกร่ายรำ แต่ปราณสังหารกลับบีบบังคับให้นางกวัดแกว่งกระบี่อย่างคลุ้มคลั่ง ในอดีตนางคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักไป๋ซาน แต่บัดนี้กลับไร้กำลังปกป้องสำนัก และไม่มีหน้าไปพบอาจารย์อีก กายถูกดัดแปร ใจยากสงบ เหลือเพียงความภักดีและความโศกเศร้า

หุ่นกระบี่ชั้นภาชนะจิต ผู้มีสองขาเป็นคมดาบ วัสดุแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าชั้นดีและสร้างขึ้นอย่างประณีตไร้ที่ติ หว่างคิ้วและดวงตายังคงเค้าโครงของปี้เถาเถาในอดีต เรือนผมดำยังคงพลิ้วไหวงดงามดังเดิม เมื่อกระบี่คู่สะบัดออก วายุและอัสนีก็ติดตาม การรับตำแหน่งเจ้าสำนักไป๋ซานดูราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เวลานั้นนางสลัดความขลาดกลัว สาบานว่าจะใช้กระบี่ฟันฝ่าลมฝนแทนสำนักไป๋ซาน และกอบกู้ความรุ่งโรจน์กลับคืน เมื่อข่าวว่าฮวงสิงจื่อผลักดันการดัดแปรกายามังกรแพร่มาถึง ปี้เถาเถารีบเดินทางไปฐานที่มั่นตลอดทั้งคืนเพื่อขอคำชี้แจง แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นแผนลวงให้ถูกโจมตีทั้งหน้าและหลัง นางคิดว่าอีกฝ่ายยังยึดกฎฝ่ายธรรมะ คิดว่าการยอมอ่อนข้อของตนจะปกป้องเหล่าศิษย์ได้ แต่ท้ายที่สุดกลับช่วยสิ่งใดไม่ได้เลย ความทรงจำอันล้ำค่าถูกดึงออกทีละเส้น เหลือตัวตนอันว่างเปล่าแล้วถูกยัดเข้าในร่างหุ่นเชิด กระบี่วายุอัสนีในมือยังอยู่ แต่ในหัวใจเหลือเพียงความว่างเปล่า ซากศพในลานฝึกมักทำให้นางเศร้า ทว่าไม่นานก็ลืมว่าความเศร้านั้นเกิดจากสิ่งใด ท้ายที่สุดนางรู้เพียงว่าตนหลงลืมสิ่งสำคัญยิ่ง และต้องเจ็บปวดกับการที่แม้แต่ความทรงจำนี้ ก็อาจถูกชิงไปอย่างกะทันหัน

ทรชนผู้คลุ้มคลั่งและอหังการ สวมหน้ากากที่ปะติดปะต่อขึ้นจากเศษทองแดงและเหล็กผุ มือข้างหนึ่งถือขวานใหญ่หัวกว้าง คมขวานหนักอึ้งเกรอะกรังด้วยคราบเลือดแห้ง ทุกครั้งที่ฟาดลงล้วนหนักหน่วงรุนแรง ทุกกระบวนท่าอัดแน่นด้วยความบ้าคลั่ง ครั้งหนึ่ง เขาเคยเดินตามหลังพี่ชายผู้มุทะลุและทำทุกอย่างตามอำเภอใจ คอยเก็บกวาดผลพวงที่อีกฝ่ายก่อไว้อย่างเงียบ ๆ เขาจดจำคำสอนของมารดาเสมอว่า ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้ผ่านการดัดแปรปราณสังหาร ความทรงจำนี้ก็ยังไม่เลือนหายไปทั้งหมด ทว่าเหตุใด เมื่อเขาถูกฝ่ายธรรมะจับ พี่ชายแท้ ๆ ของเขากลับจากไปโดยไม่แม้แต่จะเลียวแล ต่อมา เขากลับยืนอยู่ในฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะและกลายเป็นยามใต้บัญชา ส่วนสมาพันธ์ธรรมะผู้เคยวางตนสูงส่งและไล่ล่าพี่น้องทั้งสอง บัดนี้กลับเสื่อมทรามจนกลายเป็นหน้ากากอสูรไม่ต่างจากเขา โลกนี้ไม่มีทั้งถูกผิดและเหตุผลหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ทุกคนจึงควรซื่อตรงต่อความปรารถนาของตนเอง

จอมดาบชั้นยอดผู้อยู่ใต้บัญชาฮวงสิงจื่อ สวมหมวกสานใบกว้างกดต่ำ ราวกับต้องการปกปิดหน้ากากที่ครอบอยู่บนใบหน้า ในมือถือคมพิฆาตโจร แม้ตัวดาบจะหยาบกร้านและด่างพร้อย แต่วิชาดาบกลับหนักหน่วงดุดัน ทุกกระบวนท่ามุ่งทำลายโดยไร้ท่าลวงฟุ่มเฟือย แรงฟันขวางดุจหน้าผาถล่มทลาย ศัตรูผู้ใดบุกรุกขึ้นเขา ล้วนถูกฟันขาดสะบั้นด้วยคมดาบเดียว ครั้งหนึ่งเขาเคยถือดาบตระเวนไปทั่วเมืองร้าง และเข้าห้ำหั่นนองเลือดกับหน้ากากอสูรมาหลายต่อหลายครั้ง ดาบของเขาฟันสังหารหน้ากากอสูรจนสิ้นได้ แต่กลับไม่อาจตัดรากความเสื่อมทรามของเหล่าผู้นำระดับสูงฝ่ายธรรมะ พวกเขายักยอกเสบียง ปล่อยให้เหล่าศิษย์ติดอยู่ในแดนมรณะโดยไม่เหลียวแล พวกเขามัวเมาเสพสุข ปล่อยให้แนวหน้าเต็มไปด้วยซากศพ ความอยู่รอดของฝ่ายธรรมะ มหาคุณธรรม และเกียรติยศ ล้วนเป็นเพียงหมากที่พวกเขานึกถึงยามหลอกลวงหักหลังกันเท่านั้น ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ค่อย ๆ บั่นทอนความมุ่งมั่นที่จะพิทักษ์ฝ่ายธรรมะของเขาจนแทบไม่เหลือ กระทั่งท่านฮวงสิงจื่อ หนึ่งในสามเสาหลักคุนหลุน ใช้มาตรการเหล็กและคมกระบี่สยบทุกผู้ขวางทาง ฉีกทลายความเน่าเฟะชวนคลื่นไส้ภายในค่ายใหญ่ด้วยมือตนเอง แล้วนำผู้คนกวาดล้างปัญหาที่ฝังรากมานาน เปลวไฟในใจที่มอดเงียบมานาน พลันลุกโชนขึ้นอีกครั้งในชั่วขณะนั้น ฝ่ายธรรมะยังมีหวังหล่อหลอมขึ้นใหม่ และความหวังนั้นมิได้อยู่ไกล หากอยู่ในมือของท่านฮวงสิงจื่อ ผู้ที่เขาเลือกติดตาม

หญิงคลั่งบนทางขึ้นขุนเขาพันธนาการ ผู้พบใครก็จู่โจม เสื้อคลุมสีม่วงขาดรุ่งริ่ง หน้ากากทองแดงหยาบกร้านบิดเบี้ยว ผมหงอกยุ่งกระเซิง มือถือกระบองหนามหนักอึ้ง เหวี่ยงฟาดและทุบตีอย่างเสียสติ ไร้รูปแบบกระบวนท่าโดยสิ้นเชิง ขณะที่คนของฝ่ายธรรมะกำลังยื้อแย่งกลไกกับสมุนของฮวงสิงจื่อ ขุยเยี่ยนเยี่ยนก็พลันพุ่งเข้ามาเข่นฆ่า ในห้วงสติอันพร่าเลือน นางยังคงจดจำโศกนาฏกรรมของบุตรชายผู้เป็นที่รักได้ ลูกชายซึ่งกลายเป็นหน้ากากอสูรถูกเพื่อนบ้านรุมทำร้ายจนตายต่อหน้าต่อตา ด้วยความโศกเศร้าสุดขีด นางผ่าเอาอุปกรณ์ดัดแปรปราณสังหารออกจากร่างของบุตรชาย แล้วฝังมันเข้ากับร่างของตน ก่อนสังเวยโลหิตของคนทั้งหมู่บ้านแด่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ นับแต่นั้น นางออกเสาะหายาไปทั่ว และหลงเชื่อว่าจะสามารถช่วยบุตรชายให้ฟื้นคืนมาได้ เสียงตะโกนเข่นฆ่าเหล่านั้น ต้องเป็นพวกที่มารุมสังหารลูกของนางอีกเป็นแน่ สิ่งที่คนเหล่านั้นยอมสู้ตายเพื่อแย่งชิง ต้องเป็นโอสถวิเศษที่ช่วยชีวิตเลือดเนื้อเชื้อไขของนางได้แน่นอน นางยกกระบองหนามขึ้น แล้วบุกสังหารท่ามกลางคมดาบและเงากระบี่

หน้ากากอสูรผู้คอยยั่วยุโซลครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดทางขึ้นเขา เขาสวมหน้ากากหยก แต่งแต้มด้วยสีสันจัดจ้านชวนขบขัน ยามต่อสู้สามารถร่วมบุกโจมตีกับร่างแยกอีกสองร่าง ร่างแรกคือหน้ากากหยกถือจักร เจ้าเล่ห์และพลิกแพลง ร่างที่สองคือหน้ากากทองถือกระบี่ ออกกระบี่จากมุมพิสดารยากรับมือ และร่างสุดท้ายคือหน้ากากเหล็กถือดาบ บุกโจมตีอย่างดุดัน กระบวนท่าจริงลวงสอดสลับ ทุกเสียงหัวเราะพิกลล้วนแฝงเจตนาปลิดชีพ เดิมเขารับคำสั่งจากฮวงสิงจื่อให้จับตาความเคลื่อนไหวของโซลตลอดทาง แต่กลับเฝ้ายิ้มมองโซลไต่ขึ้นสู่ยอดเขาด้วยท่าทีราวกำลังชมเรื่องสนุก นิสัยอันวิปลาสพิลึกพิลั่นเช่นนี้ ไม่คล้ายคนใต้บัญชาของฮวงสิงจื่อแม้แต่น้อย ยิ่งวิชายุทธ์ของเขายังผสมปนเปกับศาสตร์ประหลาด บางทีอาจมีรากเหง้าร่วมกับสายวิชาฉิวมิ่ง ยังไม่อาจรู้ได้ว่าคนผู้นี้มีบทบาทอันใดกันแน่ใต้บัญชาของฮวงสิงจื่อ ทว่าศึกในศาลบรรพชนดูเหมือนจะยังไม่อาจโค่นเขาลงได้อย่างสิ้นเชิง ไม่รู้ว่านี่คือทางหนีทีไล่ที่เขาแอบเตรียมไว้ให้ตนเองหรือไม่

บนยอดขุนเขาพันธนาการ ภายในวิหารพระแม่ ฮวงสิงจื่อผู้เคยเป็นหนึ่งในสามเสาหลักคุนหลุน และบัดนี้กลายเป็นตัวการสำคัญของการผลักดันการดัดแปรกายามังกร กำลังยึดครองสถานที่แห่งนี้ เขาผ่านการดัดแปรกายามังกรไปนานแล้ว ศีรษะสวมหน้ากากเหล็กปิดหน้า แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกลงไปกลายเป็นกลไกอันประณีตทั้งหมด ด้วยกลไกนี้ กงจักรโลหิตในมือจึงสามารถบดเฉือนศีรษะศัตรูจากระยะไกล ส่วนในระยะประชิดก็ใช้ร่วมกับกระบี่ข้างเอวเข้าพัวพันต่อสู้ เกิดเป็นกระบวนท่าหนักหน่วงและทรงอำนาจ ผู้ต่อต้านการดัดแปรกายามังกรนับไม่ถ้วนล้วนตายด้วยมือของเขา และเขาจะใช้โลหิตของคนเหล่านั้นบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ เหล่าผู้กุมอำนาจในสมาพันธ์ธรรมะล้วนเสื่อมทราม ศิษย์ใต้สำนักอ่อนแอ ผู้กุมอำนาจไร้ความเด็ดขาด ส่วนผู้มีความเด็ดขาดกลับไร้อำนาจและฐานะ ศิษย์พี่หญิงใหญ่อวี้อินจื่อยึดติดกับกฎเกณฑ์ของยุทธภพมากเกินไป ส่วนโม่จีจื่อ น้องชายผู้เป็นทั้งคนร่วมสำนักและร่วมสายเลือด ก็ไร้เดียงสาจนน่าขัน เป็นเพราะความอยุติธรรมและความคร่ำครึเหล่านี้ สงครามนองเลือดจึงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องตายเปล่า ทั้งที่ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องลงเอยเช่นนี้ เขาจึงร่วมมือกับคุณชาย ลอบวางแผนทำร้ายอวี้อินจื่อและเสียนเจ่อ บังคับใช้การดัดแปรกายามังกรภายในฐานที่มั่น ด้วยวิธีการที่รุนแรงและเผด็จการ เขานำหน่วยหัวกะทิใต้บัญชายึดครองขุนเขาพันธนาการ สังหารชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่ขึ้นมาปราบปรามนับไม่ถ้วน และแม้แต่ต่อหน้าโม่จีจื่อ เขาก็ไม่เหลือไมตรีไว้แม้แต่น้อย ยุทธภพแห่งใหม่ พิภพเงาแห่งใหม่ กำลังคลี่ออกต่อหน้าเขา จึงไม่จำเป็นต้องก้มลงมองซากศพที่ถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลายใต้ฝ่าเท้า

จักรเลื่อยหน้าอสูรออกจากกายเนื้อ ก่อนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกงจักรโลหิต จิตของเขากลั่นตัวเป็นแดนมายา ภายในนั้นรูปเคารพพระแม่เหมิงฮวาตั้งตระหง่าน เผยให้เห็นความลับสูงสุดที่เขาปรารถนาจะค้นพบ และพลังมหาศาลที่เขาหมายช่วงชิง ขณะเดียวกันก็บดบังรูปสลักองค์จริงภายในศาลบรรพชน บดบังสายตาของโม่จีจื่อซึ่งถูกผนึกอยู่ในนั้น จักรเลื่อยส่งเสียงคำรามและหมุนวน เขาละทิ้งรูปลักษณ์ที่มนุษย์พึงมี และดูเหมือนจะละทิ้งมนุษยธรรมเฮือกสุดท้ายไปพร้อมกัน เขาเป็นผู้ลงมือผนึกโม่จีจื่อไว้ในรูปสลักด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเป็นฝ่ายถูก เพื่อให้โม่จีจื่อได้เห็นว่าฝ่ายธรรมะเสื่อมทรามเพียงใด และเพื่อให้เขาเป็นพยานว่า ตนจะบุกเบิกยุทธภพแห่งใหม่ขึ้นมา จักรเลื่อยส่งเสียงคำรามและหมุนวน ความรู้สึกผิด ความโกรธแค้น และความคับข้องใจในอดีต รวมถึงมนุษยธรรมเพียงน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ ดูเหมือนจะค่อย ๆ มลายหายไป พลังที่เขามุ่งแสวงหานั้นยิ่งใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ เพื่อให้ได้มันมา ต่อให้ต้องสละเปลือกกายหรือทิ้งความเป็นมนุษย์ แล้วจะเป็นไรไป จักรเลื่อยส่งเสียงคำรามและหมุนวน เขาทุ่มกายเข้าสู่การเข่นฆ่าอันบ้าคลั่ง ในที่สุดก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับรูปสลักที่ตั้งอยู่ภายในใจอีกต่อไป โม่จีจื่อไม่มีวันยอมรับตัวตนเช่นนี้ของเขา บัดนี้เขาก็ไม่ต้องการการยอมรับจากโม่จีจื่ออีกแล้ว

ยอดฝีมือผู้คุมอนธการซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนอสรพิษหยกขาว ผู้ใดถูกขวานคู่ของเขาหมุนฟันจะเจ็บปวดราวไส้ขาด จึงได้รับนามว่าต้วนฉาง เขาสวมอาภรณ์และเสื้อคลุมสีเขียว ยามต่อสู้ชายผ้ากางออกดุจผีเสื้อกลางคืนสีมรกตขยับปีก ท่วงท่าพลิ้วไหว ขวานคู่เทียนซาในมือทอประกายเย็นเยียบ หมุนร่ายรวดเร็วไปตามการเคลื่อนไหว โหมโจมตีต่อเนื่อง แม้ผ่านศึกดุเดือดหลายครา อาภรณ์ยังไร้ฝุ่นแปดเปื้อน เขาสงบนิ่งอยู่เสมอ ยามเผชิญยอดฝีมือจะพินิจอย่างเยือกเย็นและคลี่คลายกระบวนท่า ยามเผชิญผู้อ่อนแอ ความสงบนั้นมิใช่เมตตา หากเป็นความเฉยชา นี่คือหนทางเอาตัวรอดเฉพาะตน ความเป็นตายของผู้อื่นไม่เคยอยู่ในใจ เขาใช้เพียงสถานการณ์ตรงหน้าชั่งว่าตนควรรุกหรือถอย ก่อนจั่วซางจะขึ้นเป็นเจ้าชีวิตอนธการ ผลงานของต้วนฉางในหมู่ยอดฝีมือผู้คุมอนธการนับว่าธรรมดา ทว่าหลังจั่วซางกุมอำนาจในฐานะเจ้าชีวิตอนธการ ต้วนฉางกลับได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญให้พิทักษ์เรือนอสรพิษหยกขาว ไม่รู้ว่าเพราะความสุขุมเยือกเย็นทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากจั่วซาง หรือแท้จริงนี่คือการจัดวางเป็นพิเศษของจั่วซาง แล้วจุดจบของต้วนฉางในวันนี้ อยู่ในหมากที่จั่วซางวางไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่

กู่เฮ่อ หนึ่งในสี่สมุนเอกแห่งวิชาสยบสรรพวิชา ผู้อยู่ใต้บัญชาผู้เฒ่าสูงสุด ใช้หุ่นฟางซ่อนกายอยู่ในมิติอู่หลินเร้นลับ เขาสวมอาภรณ์ม่วงเร้นกาย เชี่ยวชาญการใช้พิษกู่เป็นอาวุธสังหาร เพียงสะบัดแส้ปัด หมอกพิษก็แผ่กระจาย ทั้งกัดกร่อนถึงกระดูกและกัดกร่อนหัวใจ ทั้งยังสร้างร่างจำแลงจากพิษกู่ให้ร่วมสำแดงวิชาพิษได้ เมื่อเข้าประชิด พิษกู่จะทะลักออกจากแขนเสื้อ เข้ากัดกินร่างของศัตรู ผู้ใดถูกพิษ ความเจ็บปวดจะชอนไชอวัยวะภายใน พลังชีวิตเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนสิ้นใจท่ามกลางความทรมานจากพิษเน่า กู่เฮ่อรับบัญชาจากผู้เฒ่าสูงสุดให้พำนักอยู่กลางหมู่เกาะในทะเลสาบเหมยกู่ คอยจับตาความเคลื่อนไหวบนผืนน้ำทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้ใดอาจขัดขวางการเสด็จมาของพระแม่เหมิงฮวา เขาจะกำจัดให้สิ้น ไม่ยอมเหลือภัยแฝงแม้แต่น้อย ทันทีที่ตรวจพบความผิดปกติของกระบวนเวทจากแห่งใด ไม่ว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นเช่นไร เรื่องนั้นจริงหรือเท็จ ถูกหรือผิด เขาย่อมไปตรวจสอบด้วยตนเอง สลายกระบวนเวทและเปิดโปงเปลือกนอกจอมปลอม เปลือกกายทั้งปวงล้วนเป็นมายา พลังชีวิตท้ายที่สุดย่อมเน่าเปื่อย ทว่าเมื่อพระแม่ผู้เปี่ยมมหาเมตตาเสด็จมา พิษกู่ท่วมฟ้าจะกลืนกินทั่วเก้าแดน ลอกคราบจอมปลอมทั้งปวงจนสิ้น กู่เฮ่อเฝ้ารอคอยแต่เพียงวันนั้น

หัวหน้าฝูงหน้ากากอสูรที่ยึดครองบริเวณหน้าท่าเรือน้ำตื้น สวมอาภรณ์แดง ถือคมดาบสีชาด และใช้ท่วงท่าพิสดารยากคาดเดา เสียงคร่ำครวญของมันสามารถเรียกหมอกโลหิต ราวกับความสิ้นหวังได้ก่อร่างเป็นตัวตน เมื่อสหายทั้งหกข้างกายได้ยินเสียงนั้น พวกมันจะคลุ้มคลั่ง ปราณสังหารพุ่งพล่าน และโถมเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่กลัวตาย ทั้งเจ็ดล้วนเป็นชาวเมืองผางและร่วมสำนักเดียวกัน อาจิ่นอายุน้อยที่สุด หลังรู้ว่ามารดาแท้ ๆ ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม เขาถึงกับตัดนิ้วตนเพื่อปกป้องน้องสาว เหล่าศิษย์พี่จึงรักและเอ็นดูเขาอย่างยิ่ง ต่อมาพวกเขาได้ยินว่าบิดากับแม่เลี้ยงรังเกียจอาซิ่ว แต่เพราะหวั่นเกรงอาจิ่น จึงหันไประบายโทสะด้วยการทรมานสาวใช้ของอาซิ่วแทน ทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน อาซิ่วซึ่งร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว จึงล้มป่วยเรื้อรัง เหล่าศิษย์พี่ต่างเดือดดาลกับความอยุติธรรมนี้ พวกเขาเสาะหาน้ำศักดิ์สิทธิ์ย้ายวิญญาณมา หวังช่วยให้อาซิ่วคลายทุกข์ ทั้งยังร่วมสาบานว่า หากวันหนึ่งสร้างชื่อและรุ่งเรืองขึ้นมาได้ จะปกป้องสองพี่น้องคู่นี้ให้ปลอดภัยและทวงคืนความเป็นธรรมให้ หากพี่น้องคนใดประสบเคราะห์ ผู้ที่เหลือจะร่วมกันเลี้ยงดูครอบครัวของเขา ทว่าแต่ละคนเป็นเพียงคนธรรมดา หากคิดสร้างชื่อก็มีแต่ต้องฝึกฝนอย่างหนักทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อครุ่นคิดจนถี่ถ้วน พวกเขาจึงตัดสินใจเข้ารับการดัดแปรพร้อมกัน ใครจะคาดคิดว่า ก่อนความฝันจะเป็นจริง โรคประหลาดกลับระบาดไปทั่วเมือง พวกเขาต้องการกลับบ้าน แต่ร่างซึ่งผ่านการดัดแปรไหนเลยจะทานทนปราณสังหารที่แผ่คลุมทะเลสาบเหมยกู่ได้ ความทรงจำเกี่ยวกับคนสำคัญค่อย ๆ เลือนรางท่ามกลางความกระหายฆ่าและความคลุ้มคลั่ง ทางกลับบ้านเพียงไม่กี่ลี้ กลับไม่มีวันไปถึงอีกแล้ว

มือธนูผู้ซ่อนตัวอยู่บนเกาะทางตะวันออกของทะเลสาบเหมยกู่ แม้บาดเจ็บแล้ว แต่ยังเชี่ยวชาญทั้งธนูและกระบี่ ยามเคลื่อนไหวชายอาภรณ์สะบัดดัง ยามหยุดนิ่งสง่างามมั่นคง ทว่าร่างถูกพลังประหลาดรุกราน ดวงตาสีชาดหลายดวงงอกลามตามใจชอบระหว่างตัวเขากับคันธนู โดยไม่ต้องน้าวสาย เพียงขยับความคิด ลำแสงมรณะสีโลหิตหลายสายก็พุ่งทะลวงนภา ยอดฝีมือแห่งสำนักคันศรขนนก ผู้นี้เคยเปี่ยมความทะนงองอาจ ท่องไปทั่วหล้าเพื่อกำจัดหน้ากากอสูร ทว่าเมื่อหวนกลับฐานที่มั่น กลับพบว่าสหายร่วมวิถีทุกคนใบหน้าเสียโฉมและนิสัยแปรเปลี่ยนเพราะการดัดแปรกายามังกร ทั้งยังคิดบังคับให้เขารับวิชาชั่วร้ายนี้ด้วย เขาฝ่าวงล้อมออกมาโดยเอาชีวิตเข้าแลก ก่อนออกตามหาฮวงสิงจื่อไปทั่วเพื่อทวงถามความจริง และหมายสละชีพขัดขวางทุกสิ่ง อู่หลินซึ่งเต็มไปด้วยไออำมหิตเช่นนี้ มิใช่อนาคตที่เขาเคยสัญญาว่าจะมอบให้บุตรีอย่างแน่นอน เพียงแต่แม้เขาจะหลบพ้นการดัดแปรกายามังกร กลับไม่อาจหนีจากสายตาละโมบของสิ่งประหลาดในส่วนลึกของอู่หลินเร้นลับ เนตรสีชาดซึ่งแฝงตัวอยู่ในคันธนูมานาน เฝ้าจ้องพลังในสายเลือดของเขาทุกขณะ และในที่สุดก็ชอนไชเข้าสู่กระดูกกับโลหิต ขณะที่บาดแผลสาหัสยังไม่ทันหายดี เขาฝืนประคองลมหายใจเฮือกสุดท้าย รอคอยผู้ที่ตนฝากฝังทุกสิ่งได้ และรอคอยผู้ที่จะมาปลดปล่อยเขาไปพร้อมกัน

บนเกาะแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของทะเลสาบเหมยกู่ โซลได้พบโหยวหลงอีกครั้ง เขากลับมายังสถานที่แห่งนี้โดยอาศัยเพียงสัญชาตญาณ ศีรษะมังกรที่แตกหักพ่นปราณสังหารออกมาเป็นสาย ส่วนอาวุธในมือเปลี่ยนเป็นสมบัติล้ำค่าประจำพรรคอย่างฉมวกโหยวหลง กระบวนท่าของเขาไม่เหลือแบบแผนเช่นวันวาน มีเพียงความบ้าคลั่งและดุร้าย ความกระหายในการเข่นฆ่าพุ่งสูง คลื่นน้ำทุกระลอกล้วนกลายเป็นพลังสังหาร ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นหนุ่มใจร้อนที่มักทำสิ่งต่าง ๆ ตามอารมณ์ เคยเปี่ยมด้วยความกล้าหาญและรวบรวมเหล่าผู้กล้าแห่งยุทธภพไว้รอบตัว ทั้งยังเคยตั้งใจค้ำจุนฝ่ายธรรมะและต่อต้านหน้ากากอสูร แต่บัดนี้ปราณสังหารกลับกลืนกินเขา จนสติปัญญาจมดิ่งสู่ความมืดมิด เขาประคองสติส่วนสุดท้ายไว้ เพียงเพื่อกลับมายังสถานที่แห่งนี้ ทว่าเขาหลงลืมไปแล้วว่า ที่ตั้งใหญ่ของพรรคท่องนทีไม่เหลือความรุ่งเรืองดังในอดีต เหล่าศิษย์กลายเป็นอสูรหัวปลาซึ่งมีเหงือกและเกล็ดงอกทั่วร่าง พวกเขาหันเขี้ยวกระหายเลือดเข้าหาหมู่บ้านชาวประมงที่เคยสาบานว่าจะปกป้อง ส่วนชาวบ้านซึ่งเคยนำน้ำแกงร้อนและสุราหอมมามอบเป็นกำลังใจ บ้างหลบหนีไปด้วยความหวาดกลัวและผิดหวัง บ้างถูกฉีกกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก เขายังคงจำหน้าที่ของประมุขได้ แต่ที่นี่ไม่เหลือผู้ใดให้เขาปกป้องอีกแล้ว

สตรีผู้วนเวียนอยู่หน้าหอดนตรีทรุดโทรม บรรเลงพิณในอ้อมแขนไม่หยุดทั้งกลางวันกลางคืน พิณนั้นราวกับมีจิตวิญญาณ เสียงสายพิณกังวานก้อง แทนผู้เป็นนายระบายความคับแค้นและไม่ยินยอมเต็มอกใส่ทุกชีวิตที่พลัดหลงเข้ามา ครั้งหนึ่งเยียนเอ๋อร์เคยเป็นนักพิณผู้บรรเลงจนผู้ฟังทั่วงานตื่นตะลึง นางคิดว่าตนได้รับรักแท้จากวีรบุรุษแห่งสำนักเลื่องชื่อ และตั้งครรภ์บุตรของเขา แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการไล่สังหารจากมือสังหาร แท้จริงแล้ว ในชีวิตเสเพลมัวเมาสุรานารีของเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะผู้นั้น ไม่เคยมีความสุขที่นักพิณต่ำต้อยเฝ้าหวังอยู่เลย ผู้เฒ่าสูงสุดรับเยียนเอ๋อร์ซึ่งรอดชีวิตจากเคราะห์ร้ายเข้าเป็นศิษย์ และมอบนามใหม่ว่าเยียนเชียนซุ่ย ทว่าสิ่งที่ผู้เฒ่าสูงสุดหมายปองแท้จริงคือเลือดเนื้อในครรภ์ของนาง บุตรซึ่งยังมีชีวิตเป็นเพียงเครื่องสังเวยที่ใช้ย่นระยะของช่องทางในสายตาเขา หลังล่วงรู้ความจริงเรื่องการสูญเสียลูก เยียนเชียนซุ่ยก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น แต่สิ่งเดียวที่นางดูจะทำได้ กลับมีเพียงการหลบหนีอย่างไร้กำลัง มีเพียงพิณที่อยู่เคียงข้างมาโดยตลอดซึ่งมอบความปลอบประโลมให้นางได้บ้าง ทำให้นางค้นหาการไถ่บาปที่ไม่มีอยู่จริง ท่ามกลางฝันอันรุ่งเรืองของอดีตซึ่งเลื่อนลอยดุจเมฆา

ลึกเข้าไปในซากโบราณของจอมมายา จอมดาบอาภรณ์ขาวถือศาสตราเทพ ยืนอยู่ท่ามกลางลมหิมะ ร่างสวมเกราะเบาแห่งแดนเหนือ อาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ทว่าใบหน้าถูกทำลายไปกว่าครึ่ง และปกคลุมด้วยเงามืดจากกลอุบายที่ผู้เฒ่าสูงสุดวางไว้ จอมดาบกวัดแกว่งคมศาสตรา ผ่าศิลา ทะลวงเมฆา ท่วงท่าเคลื่อนย้ายดุจภูตพราย ทุกกระบวนท่าทรงอำนาจบีบคั้น คมดาบยาวแหวกอากาศ พริบตาเดียวก็พุ่งถึงตัว ทุกแห่งที่ผ่าน ความเย็นเยือกค่อย ๆ จับตัวเป็นน้ำแข็ง เขาท่องทะยานทั่วอู่หลินแดนเหนือมาหลายปี แทบไม่เคยพบคู่ต่อสู้ จึงมีนิสัยหยิ่งผยอง ยึดถือการชำระบุญคุณความแค้นตามใจ ใช้ดาบคู่กายเงาขาว สังหารมารร้ายและคนนอกรีตนับไม่ถ้วน เพื่อตามหาบุตรผู้หายสาบสูญ จอมดาบเดินทางลงใต้เพียงลำพัง ผ่านไปสามปีจึงมาถึงแดนต้องห้ามซึ่งถูกน้ำแข็งปิดผนึก แต่น่าเศร้าที่บุตรซึ่งเขาเฝ้าตามหาอย่างยากลำบาก ได้สิ้นชีวิต ณ ที่แห่งนี้ไปนานแล้ว เขาทั้งเศร้าโศกและเดือดดาล สาบานว่าจะสังหารศัตรูให้หมดสิ้น โดยไม่รู้เลยว่าในยามเข่นฆ่าอย่างคลุ้มคลั่ง ตนได้ตกลงในกับดักของผู้เฒ่าสูงสุดแล้ว ท้ายที่สุดถูกวิชาหลายแขนงผนึกพันธนาการ กลายเป็นหุ่นเชิดผู้พิทักษ์ของหุ่นเชิดหมายเลขเก้าสิบเก้า ลมหิมะไร้สิ้นสุดในที่แห่งนั้นบั่นทอนซากร่างของจอมดาบ ขณะเดียวกันความตายอันน่าเวทนาของบุตรก็คอยเฉือนหัวใจเขาทุกขณะ โชคดีที่ในที่สุดเขาได้พบผู้ซึ่งฝากฝังได้ ผู้ที่จะสังหารภูตผีมารร้ายแทนเขาจนสิ้น และชำระแค้นที่บุตรถูกพรากชีวิต

มือสังหารแห่งพรรคฉิวมิ่ง ผู้เฝ้าหอวิญญาณในคฤหาสน์มายา สวมเสื้อคลุมฟาง ซ้อนหน้ากากแดงฉานหลายชั้นไว้เหนือศีรษะ ร่างกายกำยำแข็งแรง แต่ผิวกลับซีดขาวดุจซากศพ คมดาบคู่ในมือมีนามว่า คมกระดูกเงาชาด เป็นศาสตราอำมหิตที่เขาหวงแหนประหนึ่งไขกระดูกของตน ฉิวเฟิงมีนิสัยวิปริตดุร้ายและกระหายเลือด เขางมงายในอานุภาพขับไล่สิ่งชั่วร้ายของมหรสพนานาชนิด จึงฝืนลอกเลียนเพียงรูปแบบภายนอก ทั้งเลียนแบบย่างก้าวของตัวนักรบบนเวที และนำท่ากางเขี้ยวอันเกรี้ยวกราดจากการแสดงเชิดเขี้ยว มาฝังฟันแหลมเรียงรายลงบนหน้ากากของตน โดยเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มอานุภาพให้กระบวนท่าอย่างมหาศาล เมื่อเข้ามาในคฤหาสน์เป็นครั้งแรก เขาสังหารนักแสดงระบำหน้ากากนั่วจนสิ้น แล้วริบหน้ากากตุลาการชาดมาเป็นสมบัติล้ำค่า เมื่อมีมากจนสวมบนใบหน้าไม่หมด จึงนำมาซ้อนกันเป็นชั้นเหนือศีรษะ ทั้งยังเลียนแบบการแสดงกลืนดาบย่ำไฟ ด้วยการแทงดาบยาวเข้าไปในกะโหลกโดยตรง เพื่อโอ้อวดความห้าวหาญที่คมดาบคมหอกมิอาจทำอันตราย หากตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขาจะชักดาบยาวออกจากกะโหลก ปล่อยให้หน้ากากครอบซ้อนอยู่บนตัวดาบ แล้วเหวี่ยงฟาดอย่างดุดันดุจพายุฝนกระหน่ำ คนวิปลาสเช่นนี้ยอมรับคำสั่งจากทูตแห่งม่านฝัน ย่อมมิใช่เพราะความภักดี หากเพราะปรารถนาจะใช้โลหิตของยอดฝีมือย้อมหน้ากากและอาภรณ์ของตนให้แดงฉาน เมื่อรู้ว่าท่านโซล ผู้ไร้พ่ายได้เข้ามาในคฤหาสน์แล้ว เขาจึงเฝ้ารออยู่บนเส้นทางที่โซลต้องผ่านด้วยใจเปี่ยมความคาดหวัง น่าเสียดายที่ครานี้ โลหิตที่ใช้ย้อมหน้ากากและเสื้อคลุมฟางให้แดงฉาน กลับเป็นโลหิตของเขาเอง

หุ่นดาบชั้นภาชนะจิต ผู้พิทักษ์ลานฝึกยุทธ์แห่งคฤหาสน์มายา มีร่างสูงโปร่งสง่า สวมเกราะวิจิตร เรือนผมขาวเย็นเยียบปลิวไสว มือถือง้าวจันทร์เสี้ยวด้ามยาวอันหนักอึ้ง ใบง้าวฉลุลายมังกร เพลงง้าวครบเครื่องทั้งฟัน ผ่า กวาด ปัด ยก เกี่ยว วน และแทง ก่อนจะถูกทูตแห่งม่านฝันสร้างเป็นหุ่นเชิด สตรีผู้นี้มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์เป็นเลิศ ทั้งยังหลงใหลขุนศึกวีรบุรุษบนเวทีงิ้ว อาจารย์จึงมอบง้าวจันทร์เสี้ยวเล่มนี้ให้นาง พร้อมคำสอนว่า สันง้าวคือฟ้า คมง้าวคือดิน ปลายง้าวคือเจ้า และด้ามง้าวคืออาจารย์ นับแต่นั้นมา ชีวิตของนางก็มีเพียงง้าวเล่มนี้ วิชาฝีมือพัฒนาขึ้นทุกวัน จนท้ายที่สุดกลับไม่มีผู้ใดสามารถประมือกับนางได้อีก ขณะถูกทูตแห่งม่านฝันสร้างเป็นหุ่นเชิด นางแทบไม่รู้สึกเจ็บปวด และหลังจากนั้นก็มิได้เห็นว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ดูเหมือนเพียงผู้ที่ล้มลงใต้คมง้าวของนาง เปลี่ยนจากมนุษย์เป็นหุ่นเชิดเท่านั้น แต่นางยังคงไม่เข้าใจความโกรธของคนฝ่ายธรรมะ เหตุใดจึงกล่าวหาว่านางกำลังเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม แล้วเหตุใดเมื่อหน้ากากอสูรกระทำเช่นเดียวกัน กลับแทบไม่มีใครเสียเวลาตำหนิพวกมัน นางเองก็ไม่มีใจจะทำความเข้าใจโทสะของคนเหล่านั้น มีเพียงผู้ที่เอาชนะนางได้เท่านั้น จึงคู่ควรให้นางทำความรู้จัก

ยอดฝีมือแห่งภาคีไร้นาม ร่างกายกำยำ ฝีมือแข็งแกร่ง นิสัยซื่อตรงสุขุม และภักดีสุดหัวใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยสูญเสียแขนขวาระหว่างปฏิบัติภารกิจ โชคดีที่โซลยื่นมือเข้าช่วยชีวิตไว้ หลังจากนั้น เขาติดตั้งปืนใหญ่พยัคฆ์เข้ากับแขนที่ขาด ยามสะสมพลัง เสียงปืนจะสะเทือนก้องดุจพยัคฆ์คำราม และมีอานุภาพรุนแรง บัดนี้เขาเดินทางมายังเมืองผางตามคำสั่งของจั่วซาง เจ้าชีวิตอนธการคนใหม่ เพื่อหยุดยั้งแผนร้ายมโหฬารซึ่งทูตแห่งม่านฝันบ่มเพาะมานาน และอาจสั่นคลอนพิภพเงาทั้งมวล อดีตเจ้าชีวิตอนธการมู่ถูกสังหารอย่างกะทันหัน และฆาตกรกลับเป็นโซล สหายผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขา เหลยตังไม่อยากเชื่อ แต่ก็จำต้องยอมรับ ไม่ว่าด้วยหน้าที่หรือเหตุผล เขาควรควบคุมตัวโซลตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้า ทว่าเมื่อนึกถึงสถานการณ์ตรงหน้า และยิ่งนึกถึงไมตรีลึกซึ้งระหว่างทั้งสอง สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ลงมือ กลับชี้เส้นทางเข้าสู่คฤหาสน์มายาให้โซลเสียเอง แต่แม้จะสุขุมหนักแน่นเพียงใด ทุกการกระทำของเหลยตังกลับยังอยู่ในการคำนวณของจั่วซางมิใช่หรือ

เมื่อละทิ้งปืนใหญ่พยัคฆ์ เหลยตังก็สำแดงวิชาหมัดแขนเดียวอันแข็งกร้าวไร้ผู้เทียบ เพียงปล่อยหมัด พลังปราณก็สะเทือนขุนเขา กระแสพลังอันหนักแน่นกวาดฉีกไปเบื้องหน้าดุจคมดาบ เมื่อเข้าสู่กระบวนท่าพยัคฆ์ตั้งมั่น เขาจะกระทืบเท้าสะเทือนปฐพี ทำให้ศัตรูเสียหลักและเผยช่องโหว่ทั้งหมด ยามเขาทะยานสูงขึ้นกลางอากาศ ก่อนทิ้งตัวกระแทกลงมาด้วยอานุภาพอสนีบาต หากมิใช้อาศัยชัยภูมิเร้นกาย ย่อมยากจะรับมือ เขารู้แล้วว่าสิ่งที่ตนกินเข้าไปคือพิษดับชีพจร ตำรับเจ็ดกล แผนซ้อนแผนของเหลิ่งถูเกี่ยวร้อยกันทุกชั้น ผู้ใดติดอยู่ในบ่วงนี้ ล้วนไร้ทางหลบหนีมาตั้งแต่ต้น ทว่าโซลอาจเป็นข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว เป็นตัวแปรเดียวในจุดจบซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว และเป็นความหวังริบหรี่ที่อาจช่วยชีวิตคนธรรมดานับหมื่น ทั้งยังอาจทำให้โซลชิงดวงใจโชติช่วงไปมอบแก่เจ้าชีวิตอนธการจั่ว หากก่อนตาย เหลยตังยังได้ประมืออย่างสาแก่ใจกับโซล สหายเก่าของเขา อดีตทูตอนธการผู้เลื่องชื่อในนามนิลกาฬ เขาก็ย่อมตายตาหลับโดยไร้สิ่งใดให้เสียดาย

ข้อเท้าของจอมพลังพันด้วยโซ่เหล็กเย็น มือผูกติดกับค้อนหนักนับร้อยชั่ง แขนขาฝั่งหนึ่งมีกล้ามเนื้อขดแน่น กำยำแข็งแกร่ง ส่วนแขนขาอีกฝั่งกลับอ่อนแอและลีบฝ่อ ผอมแห้งราวไม้ตายซาก เขาเกิดมาพร้อมร่างพิกลซึ่งครึ่งหนึ่งหนักแน่น ครึ่งหนึ่งเบาบาง ทั้งยังมีนิสัยดื้อรั้นและยึดติด ฝึกฝนเพียงครึ่งร่างที่แข็งแรง วันเวลาผ่านไป รูปลักษณ์จึงยิ่งดุร้ายน่าหวาดผวา ชาวยุทธ์ทุกคนที่พบเห็นสัตว์ประหลาดตนนี้ล้วนหวาดหวั่นจนไม่กล้าเข้าใกล้ จึงแทบไม่มีผู้ใดสังเกตว่า บนบ่าของมันยังมีสัตว์ประหลาดตัวเล็กไร้ใบหน้าเกาะอยู่ นั่นคือจอมเลื่อย มันมักนั่งคร่อมอยู่บนลำคอของจอมพลัง ใช้เลื่อยตัดแขนขาในมือกรีดเฉือนเนื้อหนังของจอมพลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาศัยความเจ็บปวดปลุกความคลุ้มคลั่ง และบังคับให้เขาโถมเข้าโจมตีอย่างบ้าระห่ำ ไม่ตายไม่หยุด สิ่งที่ติดตามมาพร้อมกันคือเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งของจอมเลื่อย ทั้งแหลมคมและบาดแก้วหู ราวกับทะลวงสมองและฉีกหัวใจ ผู้ได้ยินล้วนขวัญสลายตั้งแต่ยังไม่ทันสู้ ส่วนจอมพลังกลับยิ่งโหมโจมตีรุนแรงขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น

หลังจากจอมเลื่อยถูกโจมตีจนร่วงลงมา จึงได้เห็นว่าจอมพลังไม่มีศีรษะมาตั้งแต่แรก เส้นเอ็นและหลอดเลือดภายในลำคอพันซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ดุจวงปีของต้นไม้โบราณ เนื้อสดกระเพื่อมดิ้นไม่หยุด ราวกับกำลังตามหาศีรษะซึ่งหลุดหายไปนานแสนนาน เมื่อสูญเสียการควบคุมจากจอมเลื่อย จอมพลังไม่เพียงมิได้อ่อนแรงลง กลับยิ่งคลุ้มคลั่งกว่าเดิม ปราณสังหารทั่วร่างเดือดพล่าน ผิวหนังแดงฉานประหนึ่งถูกเผา ควันดำพวยพุ่งออกจากทุกอณูของเนื้อหนัง ดูราวกับการหลุดพ้นจากการควบคุมของจอมเลื่อย ไม่ต่างจากการสลัดโซ่ตรวนออกจากร่าง เขาระบายความโกรธแค้นทั้งหมดจากความเจ็บปวดที่เคยได้รับอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหัวครอบซึ่งเคยปิดบังลำคอขาดได้หลุดออกไปแล้ว เขาถึงขั้นลืมว่าตนสูญเสียศีรษะไปนานแล้ว และดูเหมือนว่า ตราบใดที่เขายังไม่ตระหนักและไม่รู้สึกถึงมัน เขาก็จะไม่มีวันล้มลง จนกระทั่งร่างนั้นถูกโซลโค่นและกระแทกลงบนพื้นน้ำแข็งอย่างหนัก ผิวน้ำแข็งสะท้อนภาพลำคออันว่างเปล่า ความหนาวเสียดกระดูกพลันแทรกซึมเข้าสู่เปลือกร่าง เขาไม่เคยรู้สึกถึงความหนาวเย็นมาหลายปีแล้ว ตลอดวันคืนอันไร้ศีรษะ เขาเพียงฝืนมีชีวิตอยู่อย่างเลื่อนลอยไร้สติ ที่แท้คนไร้ศีรษะก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหรือ ในเสี้ยวขณะก่อนสิ้นใจ เขาพลันตระหนักถึงความจริงนั้น ทว่าความตายมาเยือนรวดเร็วเกินไป ไม่เหลือเวลาให้เขาฉงนต่ออีกแม้แต่น้อย

เขาแอบอ้างนามเหลิ่งถู สวมอาภรณ์ของเหลิ่งถู และท้ายที่สุดเขาก็ใช้ชีวิตจนกลายเป็นเหลิ่งถูอย่างแท้จริง ทั้งยังโหดเหี้ยมและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเจ้าของนามเสียอีก แรกเริ่ม เขาเพียงต้องเลียนแบบคำพูดและกิริยาของเหลิ่งถู ทว่าคำลวงหนึ่งกลับต้องใช้คำลวงอีกนับไม่ถ้วนเข้ากลบเกลื่อน ครั้นไม่อาจประคองตัวตนปลอมไว้ได้ เขาจึงฆ่าปิดปากทุกคนที่รู้จักเหลิ่งถู คำลวงกับโลหิตค่อย ๆ ทับถมทีละน้อย ความโหดเหี้ยมกลายเป็นความเคยชิน จนหน้ากากที่สวมใส่แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่แท้จริง เขายังใช้ความโหดเหี้ยมนี้เอาใจพระแม่ พระแม่ที่เขาศรัทธานั้นมีจิตใจอำมหิต ชื่นชอบการเฝ้ามองความทุกข์ทรมานของผู้คน อีกทั้งไม่โปรดการกระทำอันไร้ประโยชน์ หากเขาไม่อาจทำให้พระแม่พอใจ ก็เท่ากับหมดคุณค่า และอาจถูกทอดทิ้งราวรองเท้าเก่าที่ขาดวิ่นได้ทุกเมื่อ เขาไม่มีวันยอมให้ตนกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ด้วยในอดีตคุณชายเจ็ดกลพิษเคยลิ้มรสความทุกข์เช่นนั้นมาจนพอแล้ว ภายในคุกมายาอันมืดมิดไร้แสงตะวัน ทั้งความสามารถ ความเมตตา และความภักดีทั้งหมดของเขาถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เขาทำได้เพียงยื้อเศษลมหายใจท่ามกลางการทรมานอันไร้ที่สิ้นสุด และยอมให้ผู้อื่นย่ำยีตามใจชอบ บัดนี้เขาคือเหลิ่งถูอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาเผยแพร่ลัทธิลวงแห่งพระแม่เหมิงฮวาไปทั่ว จับชาวยุทธ์และชาวบ้านนับไม่ถ้วนเป็นเหยื่อในการทดลองสร้างหุ่น ลิ้มรสความสิ้นหวังของผู้ที่ดิ้นรนอยู่ในร่างหุ่น บีบให้คนเหล่านั้นทรมานไม่ต่างจากคุณชายเจ็ดกลพิษในอดีต กระทั่งสับเปลี่ยนโอสถซ่อนชีพจรกับพิษดับชีพจร เพื่อวางยาสังหารเหลยตังแห่งภาคีไร้นาม นำอุบายพิษที่เคยทำลายคุณชายเจ็ดกลพิษ กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งในนามของเหลิ่งถู ต่อให้ต้องก่อบาปชั่วนับหมื่นประการ ขอเพียงเป็นประโยชน์ต่อพระแม่ เขาก็พร้อมลงมืออย่างสุดกำลัง บางทีอาจเป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน ที่ลิขิตให้คุณชายเจ็ดกลพิษในวันวาน ต้องพบเจอกับความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสเช่นนั้น หากมิใช่เพราะเหตุนี้ แล้วผู้ศรัทธาที่กำลังหมอบคลานอยู่แทบพระบาทพระแม่ในวันนี้ จะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า

แท้จริงแล้ว ร่างนี้คือร่างหุ่นที่เมิ่งฮวา ผู้เคยเป็นหนึ่งในสิบเอ็ดปรมาจารย์ ใช้แฝงกายออกท่องโลกภายนอก เพื่อสร้างร่างซึ่งรองรับจิตสำนึกและพลังของนางได้อย่างสมบูรณ์ ทูตแห่งม่านฝันต้องใช้เวลากว่าสามร้อยวัน และผลาญชีวิตชาวบ้านกับยอดฝีมือในยุทธภพไปนับไม่ถ้วน ร่างนี้ใช้เส้นด้ายแดงต่างเส้นผม ประดับด้วยเครื่องทองอันวิจิตร ทุกส่วนล้วนถูกสร้างขึ้นจนต้องพระทัยพระแม่ มิมีผู้ใดรู้ว่าเหมิงฮวา เป็นเพียงนามเมิ่งฮวาที่เล่าผิดเพี้ยน เป็นถ้อยคำแต่งเติมเพื่อกลบเกลื่อนฐานะที่แท้จริงของนาง หรือเป็นชื่อที่ใช้หลีกเลี่ยงเพื่อมิให้เอ่ยนามจริงของพระแม่ รู้เพียงว่าความศรัทธาต่อพระแม่เหมิงฮวาผู้โปรดสัตว์พ้นทุกข์ภัย เริ่มแพร่หลายขึ้นเมื่อราวสองหรือสามปีก่อน ยุทธภพปั่นป่วนต่อเนื่องหลายปี หน้ากากอสูรออกอาละวาด ฝ่ายธรรมะผุพังอ่อนแอจนมิอาจพึ่งพา การดิ้นรนของชาวบ้านธรรมดาจึงยิ่งดูเล็กจ้อยและไร้กำลัง ยิ่งผู้คนตกสู่ห้วงสิ้นหวังมากเพียงไร สิ่งที่เมิ่งฮวาหยิบยื่นให้ก็ยิ่งดูล้ำค่ามากเพียงนั้น พระแม่ผู้ปรากฏในความฝันช่างอ่อนโยน เมตตา และงดงาม พระองค์ทรงมอบทั้งการปลอบประโลมและหนทางชี้นำ ย่อมต้องมีอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขต พาพวกเขาหลุดพ้นจากโลกอันไร้ความหวัง ผู้คนที่จนตรอกย่อมรู้ดีว่าต้องคว้าพระคุณและปาฏิหาริย์ไว้ให้แน่นเพียงใด ส่วนผู้ที่ยังไม่ยอมศิโรราบ เพียงเติมฟืนอีกหนึ่งท่อนลงในเพลิงแห่งความสิ้นหวัง ความทุกข์ยากก็จะสอนให้พวกเขารู้จักคุกเข่าเอง ทว่าศรัทธาไม่เคยเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของพระแม่ ในศึกกับซวีคงเมื่อครั้งอดีต จิตสำนึกของนางสลายหายไปในส่วนลึกของอู่หลินเร้นลับ ก่อนอาศัยมลทินอันไร้รูปไร้ลักษณ์และรู้เพียงกลืนกินทุกสิ่ง ก่อร่างขึ้นมาใหม่ เดิมนางคิดจะช่วงชิงความเหนือกว่ากับมลทิน ทว่าสองตัวตนซึ่งละโมบไม่ต่างกัน แม้แต่ตนเองยังมิอาจกลืนกินจนสิ้น แล้วจะกลืนอีกฝ่ายจนหมดได้อย่างไร ผลกลับกลายเป็นว่าทั้งสองหลอมรวมเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ และเกื้อประโยชน์แก่กันอย่างยิ่ง นางปรารถนาจะกลับสู่โลกภายนอก เพื่อชักใยสรรพชีวิตตามใจ ขณะที่สัญชาตญาณของมลทิน คือการกลืนกินทุกสิ่ง แล้วเปลี่ยนสรรพสิ่งให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตน หลังกลับสู่โลกภายนอก นางจะค่อย ๆ กัดกินโลกและปั่นหัวผู้คนไว้ในกำมือ กระทั่งก่อมหันตภัยครั้งใหญ่เพื่อทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซาก บัดนี้นางอยู่ร่วมเป็นหนึ่งกับมลทินแล้ว ทุกสิ่งย่อมขึ้นอยู่กับความพอใจของนางแต่เพียงผู้เดียว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขามิเคยตัดสินผลแพ้ชนะได้สักครั้ง เช่นเดียวกับข้อพิพาทระหว่างตระกูลหลงกับปราสาทมารสวรรค์ที่ยังคาราคาซัง ช่วงหนึ่ง จั่วซางเคยเลิกค้นหาคำตอบว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ เขาวางบทสรุปที่ดีกว่าไว้ให้โซล ทั้งสองไม่จำเป็นต้องล้มลงด้วยคมศาสตราของอีกฝ่าย เพียงปล่อยให้พ่อบุญธรรมกำจัดโซล และให้โซลบั่นทอนกำลังพ่อบุญธรรม หลังจากนั้น เขาจะใช้ภาคีไร้นามโฉมใหม่ ยุติปมที่มิมีผู้ใดคลี่คลายได้มาตั้งแต่โบราณ ทว่าโซลกลับอยู่นอกเหนือแผนของเขา และกลายเป็นปมเพียงหนึ่งเดียวที่กลอุบายใดก็ไม่อาจคลี่คลาย บางทีชะตาอาจกำหนดให้ทั้งสองต้องทุ่มสุดกำลังและเข้าห้ำหั่นกัน กำหนดให้ฝ่ายหนึ่งต้องล้มลงด้วยคมศาสตราของอีกฝ่าย เพื่อชี้ขาดผลแพ้ชนะให้กระจ่าง มีเพียงเช่นนี้ จึงจะไม่ผิดต่อชะตา ทั้งยังไม่ทำให้พรสวรรค์และพลังที่แต่ละฝ่ายครอบครองต้องสูญเปล่า ไม่ทำให้มิตรภาพที่สั่งสมมาหลายปีไร้ความหมาย และยังมอบบทสรุปให้แก่การขับเคี่ยวที่สืบเนื่องมานานหลายชั่วอายุระหว่างตระกูลหลงกับปราสาทมารสวรรค์ แม้ครั้งก่อนบนลานยุทธ์ ทั้งสองมิอาจตัดสินแพ้ชนะกันได้ แต่บัดนี้พวกเขาได้กลับมายืนอยู่บนลานยุทธ์แห่งนั้นอีกครั้ง

กายามังกรแท้ภายใต้การควบคุมของจั่วซาง หล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ เศียรมังกรสง่าเกรียงไกร เกล็ดทองปกคลุมทั่วร่าง ด้วยความลี้ลับของดวงใจโชติช่วงนิรันดร์ ดูเหมือนร่างนี้ไม่เพียงรองรับการกัดกร่อนจากมลทินได้ แต่ยังปกป้องจิตสำนึกภายในไม่ให้พลังนั้นย้อนกลับมากัดกิน จั่วซางหมายใช้เรือนร่างนี้ ควบคุมมลทินที่กำลังกลืนกินสรรพสิ่ง สำหรับเขา ทุกสิ่งล้วนใช้เป็นหมากได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมลทินที่กำลังอาละวาด ศาสตร์สร้างหุ่นอันล้ำเลิศของทูตแห่งม่านฝัน หรือดวงใจโชติช่วงนิรันดร์ ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากเศษผลึกสีม่วง ทั้งหมดล้วนถูกถักทอเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นกระดานหมากอันไร้ช่องโหว่ของเขา เมื่อมหันตภัยกำลังมาเยือน ย่อมต้องมีใครสักคนปราบพยศภัยพิบัติ แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ผู้คนสามารถบังคับใช้ได้ ในเมื่อมีเพียงเขาที่กล้าคิด กล้าลงมือ และมีความสามารถพอจะทำให้สำเร็จ เขาย่อมไม่ยอมให้ความสามารถนี้สูญเปล่า ด้วยเหตุนี้ จั่วซางจึงเลือกใช้วิชาปิดหทัย เพราะแผนของเขาไม่อาจปล่อยให้อารมณ์ใดเข้ามาชี้นำ ในศึกระหว่างมังกรกับมลทิน ความลังเล ความเมตตา และสายสัมพันธ์ มีแต่จะทำให้การวางหมากสูญเสียความแม่นยำที่ควรมี และด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่อาจเข้าใจทางเลือกของโซล โซลมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ทัดเทียมกับเขา แต่กลับปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามวิถีของมัน ไม่คิดสืบหาที่มาของพลังหรือควบคุมพลังนั้นไว้ในกำมือ กระทั่งเพื่อคงไว้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาเยี่ยงมนุษย์ เขายังยอมเลือกวิชาพิษหทัย และมีชีวิตอยู่เพียงหกสิบหกวัน หากต้องสูญเสียคู่ต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวที่คู่ควรแก่การประมือ จั่วซางอาจรู้สึกว่าทุกสิ่งจืดชืดลงไปบ้าง หรือบางทีนับตั้งแต่วินาทีที่เขาเริ่มวางหมาก เขาก็ไม่มีสหายรู้ใจเหลืออยู่อีกแล้ว