ซากสังขารปี้หย่วน เจ้าสำนักเทียนเสวียน
ภายในลานรูปสลัก ร่างที่เหลือเพียงซากของเจ้าสำนักปี้หย่วนเฝ้าพิทักษ์สถานที่แห่งนี้ อาภรณ์นักพรตด่างพร้อย แต่ไม่อาจปิดบังสง่าทระนงที่ยังมิยอมสยบ กระบี่หนักในมือไร้คม ลายข้าวหลามตัดส่องประกายราง ๆ มีนามว่าเทียนเสวียน ครั้นนักพรตตั้งกระบวน เขาวาดวงกำหนดศูนย์ กระบี่เคลื่อนตามกาย ฝีเท้าเคลื่อนตามกระบี่ พลังเทียนกังแห่งแปดทิศเชื่อมรุกและรับเป็นหนึ่ง ก่อนตวัดดึงแสงจันทร์จากเบื้องเฉียง กระจายปราณกระบี่นับหมื่น ผู้มิใช่ยอดฝีมือเหนือชั้นย่อมยากจะประชิดกาย
ปี้หย่วนเป็นคนจริงแท้ต่อหัวใจ ไม่แสวงหาความลี้ลับแห่งมรรคาสวรรค์ และไม่ยึดติดระดับวรยุทธ์ เขาท่องไปทั่วหล้าอย่างเสรี บางคราขับผีที่ปากหมู่บ้าน บางคราปราบปีศาจกลางท้องนา หลายเดือนก่อนขณะเดินทางผ่าน เขาบังเอิญเห็นหุ่นเชิดคลานยั้วเยี้ยอยู่รอบหมู่บ้านสกุลลู่ แม้แต่เทวรูปเจ้าที่และพระพุทธรูปต่างก็ถูกปิดหน้าด้วยดอกไม้แดง นักพรตใจหายวาบ จึงส่งจดหมายถึงสหายเก่า บอกลาสำนัก แล้วกลับมาตรวจสอบสถานที่แห่งนี้อีกครั้งเพื่อคลี่คลายภัยพิบัติ
แต่ภายในหมู่บ้านกลับเต็มไปด้วยเรื่องวิปลาส มนุษย์ไม่รู้ว่าตนเป็นมนุษย์ หุ่นไม่รู้ว่าตนเป็นหุ่น ทุกคนเลื่อนลอยไร้สติ เชื่อฟังเพียงคำลวงของทูตแห่งม่านฝัน ปี้หย่วนยกกระบี่ต้านการจู่โจม แต่เมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้อันน่าเวทนาของเหล่าหุ่นเชิด เขาก็ลังเลเพียงชั่วขณะ และกลับถูกเส้นใยบงการของทูตแห่งม่านฝันพันธนาการ
บัดนี้ร่างที่เหลือเพียงซากดับสูญ หุ่นเชิดข้างบ่อน้ำก็ปลดปล่อยดวงวิญญาณ ให้เขากลับคืนสู่อิสรเสรีอีกครั้ง มรรคาที่แท้ย่อมไร้นาม ผู้ดำเนินตามมรรคาก็ไม่ใฝ่หานาม ปี้หย่วนไม่เคยนึกเสียใจ ต่อให้ย้อนเวลากลับมาได้ แม้รู้ว่าปลายทางคือแดนสิ้นหวัง เขาก็ยังจะเดินเส้นทางนี้อีกคราโดยไม่ลังเล