Skip to content
WikilyWIKILY
All games28 Wikis · pick your game
สารานุกรมศัตรู

เปลี่ยนเกม

28 Wikis · pick your game
Phantom Blade Zero ในแอป Wikilyฟรี · 4.4★4.6★ · เต็มจอรับแอปรับแอป
สารานุกรม

ศัตรู

รายการนี้มีศัตรูของ Phantom Blade Zero 102 ตัวจาก 9 ภูมิภาค สารานุกรมจัดกลุ่มรายการตามภูมิภาค และแต่ละรายการมีประเภท ได้แก่ หน้ากากอสูร สัตว์ หุ่นเชิด และผู้ผ่านการดัดแปรกายามังกร

102 รายการ

102 รายการ

บทนำ2
บทนำ
พลปืนม้าผู้คุมอนธการ

บนถนนหลวง บุรุษไร้หน้าในอาภรณ์ม่วงควบม้าไล่ล่ามา พวกเขาคือนักรบพลีชีพใต้บัญชาของภาคีไร้นาม เชี่ยวชาญในการแกะรอยศัตรูและฉวยช่องโหว่จู่โจมสังหาร จากระยะไกลเป็นพิเศษ พวกเขาสามารถยิงปืนขณะควบม้า ฝีมือแม่นยำและประสานกันอย่างรู้ใจ ส่วนระยะประชิดจะอาศัยแรงส่งของม้า เหวี่ยงดาบสองปลายฟาดฟันอย่างดุดัน หนักหน่วงและทรงพลัง เหยื่อที่ถูกพวกเขาหมายหัวมักยังไม่ทันรู้ตัวว่าถูกตามล่า ก็สิ้นชีพใต้ห่ากระสุนเสียแล้ว แม้โชคดีหนีรอดไปได้ นั่นก็หมายความว่า การตามล่าของภาคีไร้นาม เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

บทนำ
ทหารม้าผู้คุมอนธการ

บนถนนหลวง นักรบพลีชีพแห่งภาคีไร้นาม ควบม้าพุ่งเข้าโจมตีจากเบื้องหน้า มือกุมดาบสองปลายซึ่งมีคมเย็นเยียบและแผ่ไอสังหารกดดันผู้คน พวกเขาเชี่ยวชาญการเข้าปะทะซึ่งหน้า อาศัยแรงส่งจากม้าที่กำลังพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวในชั่วพริบตา จนคู่ต่อสู้ไม่อาจหลบหลีกได้ ผู้คุมอนธการไม่มีชื่อ มีเพียงรหัสเรียกขาน เนื่องจากมีลิ่มผนึกจิตอยู่ภายในร่าง พวกเขาจึงภักดีต่อเจ้าชีวิตอนธการอย่างไม่สั่นคลอน คราวนี้พวกเขารับบัญชาจากเจ้าชีวิตอนธการคนใหม่ให้มาดักสังหารโซล และจะตามล่าไม่เลิกราจนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะสิ้นชีพ

หุบผาธาราโศก17
หุบผาธาราโศก
อันธพาล

ชาวบ้านเหล่านี้เหลือเพียงร่างไร้สติที่ถูกปราณสังหารควบคุมโดยสมบูรณ์ จิตสำนึกและพลังชีวิตเดิมสูญสลายไปพร้อมความล้มเหลวของการดัดแปร เหลือเพียงความกระหายสังหารที่มิอาจยับยั้ง คอยขับเคลื่อนให้พวกมันถือดาบไล่ทำร้ายผู้คน แม้เพลงดาบจะสะเปะสะปะไร้แบบแผน แต่กลับฟาดฟันอย่างสุดแรงโดยไม่ยั้งมือ หน้ากากอสูรทำลายหมู่บ้านของพวกเขา ส่วนการดัดแปรปราณสังหารที่ฝากความหวังไว้ กลับทำลายทุกสิ่งที่ยังหลงเหลือ

หุบผาธาราโศก
อันธพาลขว้างปา

อันธพาลที่ใช้ก้อนหินแตก ๆ เป็นอาวุธ พวกมันรู้ตัวว่าไม่ถนัดการบุกโจมตีซึ่งหน้า จึงมักหลบอยู่ด้านหลังผู้อื่น คอยฉวยโอกาสเล่นงาน แม้ขว้างได้ไม่แม่นยำนัก แต่หากลอบจู่โจมจากด้านหลังก็ยังรับมือได้ยาก พวกมันรอดพ้นจากความอดอยากและการข่มเหงด้วยความเจ้าเล่ห์และทรหดดุจวัชพืช วันวานที่เคยขว้างก้อนหินเล่นตามตรอกหมู่บ้านได้เลือนห่างไปนาน ความไร้เดียงสาเพียงอย่างเดียวที่ยังหลงเหลือ อาจเป็นความฝันว่าจะอาศัยการดัดแปรปราณสังหารสร้างชื่อให้ตนเอง

หุบผาธาราโศก
อันธพาลทวนยาว

อันธพาลเหล่านี้มักถือทวนยาวหยาบกระด้างซึ่งเต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม และเดินวนเวียนอยู่รอบกองไฟ เมื่อการบุกโจมตีตามปกติไม่ได้ผล พวกมันจะจุดไฟที่ปลายทวน ก่อนหุ้มคมอาวุธด้วยเปลวเพลิงแล้วจู่โจมอีกครั้ง จึงเป็นภัยยิ่งกว่าอันธพาลชุดครามประเภทอื่น เพื่อให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและปกป้องตนเองได้ดีกว่าเดิม สิ่งที่พวกมันยอมสละในการดัดแปรปราณสังหารจึงมากกว่าเช่นกัน

หุบผาธาราโศก
อันธพาลโล่ยักษ์

อันธพาลที่กำโล่ขนาดใหญ่ไว้แน่น สามารถยกโล่หนักขึ้นด้วยพละกำลังเกินรูปร่าง ใช้ตบฟาดศัตรูและพุ่งชนอย่างบ้าคลั่ง อาวุธหนักทรงพลังอย่างขวานยักษ์สามารถทำลายโล่ของพวกมันได้อย่างรวดเร็ว การดัดแปรปราณสังหารช่วงชิงทั้งใบหน้าและสติสัมปชัญญะไปจากพวกมัน แต่ยังเหลือหน้าที่สองประการฝังแน่นอยู่ในหัว คือขวางทุกสิ่งที่เข้ามาจากเบื้องหน้า และปกป้องหมู่บ้าน แม้ว่าบัดนี้หมู่บ้านที่พวกมันต้องการปกป้องได้สูญสิ้นไปแล้ว

หุบผาธาราโศก
อันธพาลดาบโล่

อันธพาลที่ถือดาบสั้นข้างหนึ่งและโล่กลมอีกข้าง ท่วงท่าดูเป็นกิจจะลักษณะ แต่เมื่อพิจารณาให้ดีกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ เริ่มกระบวนช้าเกินไปและรีบร้อนเก็บท่า ครั้นยกโล่ ช่วงล่างก็เปิดโล่ง ถึงกระนั้นพวกมันก็เคลื่อนไหวว่องไว หากดันทุรังปะทะตรง ๆ ย่อมลำบากอยู่บ้าง กระบวนท่าเหล่านี้มิได้เรียนจากอาจารย์ หากเพียงจดจำอย่างคร่าว ๆ จากลานประลองกลางตลาดและจุดพักของขบวนคุ้มกันสินค้า พวกมันเคยคิดเก็บเงินเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ แต่เมื่อคำนวณค่าอาหารของครอบครัวและค่ายาของผู้เฒ่า ความคิดนั้นก็ต้องถูกพับเก็บ ส่วนการดัดแปรปราณสังหารใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่ต้องเสียเงินและไม่ต้องเดินทางไกล

หุบผาธาราโศก
อันธพาลอาภรณ์เหลือง

อันธพาลในอาภรณ์เหลืองขาดวิ่น มักกวัดแกว่งกระบองเขี้ยวหมาป่าหยาบ ๆ ซึ่งฝังเหล็กหนามจนเต็ม บ้างกระโจนขึ้นสูงแล้วอาศัยแรงส่งทุบฟาด บ้างหมุนอาวุธร้ายในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกการโจมตีดุดันป่าเถื่อน ชุดเหลืองนั้นเดิมเป็นเครื่องแบบของแรงงานประจำหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนมองปราดเดียวก็จำได้และเรียกใช้งานตามใจ แต่บัดนี้ไม่มีใครตะคอกสั่งพวกมันได้อีก เหลือเพียงสีแดงซึ่งด่างพร้อยขึ้นทุกวันบนหน้ากาก คอยเป็นพยานต่อความชั่วร้ายนับไม่ถ้วนที่พวกมันก่อไว้

หุบผาธาราโศก
อันธพาลขวานคู่

อันธพาลร่างกำยำที่แขนขาทั้งสี่อัดแน่นด้วยปราณสังหารอันรุนแรง มักพุ่งนำอยู่แนวหน้าและเหวี่ยงขวานคู่ฟาดฟันอย่างอหังการ เมื่อศึกยืดเยื้อจนความหิวกระหายปะทุ พวกมันจะดูดกลืนไอโลหิตโดยรอบมาหล่อเลี้ยงตน แม้แต่พวกเดียวกันก็ไม่อาจรอดพ้น ในอดีตพวกมันคือเสาหลักของหมู่บ้าน เหล่าผู้อาวุโสมักเก็บเนื้อและเสบียงเพียงน้อยนิดไว้ให้ เมื่อหน้ากากอสูรบุกมา พวกมันคือผู้ยกขวานยืนอยู่แนวหน้า ครั้นต้องเข้ารับการดัดแปรปราณสังหาร พวกมันก็เป็นกลุ่มแรกที่ก้าวขึ้นแท่น เพียงแต่ต่อมา เนื้อหนังของชาวบ้านกลับกลายเป็นอาหารที่พวกมันขาดไม่ได้

หุบผาธาราโศก
หญิงคลั่ง

ชาวบ้านเหล่านี้เหลือเพียงร่างไร้สติที่ถูกปราณสังหารควบคุมโดยสมบูรณ์ มักกวัดแกว่งจอบขุดฟันอย่างไร้ทิศทาง แม้เรี่ยวแรงไม่มากนัก แต่เคลื่อนไหวได้ว่องไวอย่างยิ่ง บางทีพวกนางอาจยังคิดว่าตนกำลังทำงาน จึงกำจอบที่เคยใช้พรวนดินไว้แน่น พร้อมความทรงจำเลือนรางถึงผลผลิตในไร่นาและราคาข้าวปลาอาหาร ทว่าผืนนารกร้างไปนานแล้ว และฤดูเก็บเกี่ยวจะไม่มีวันหวนมา

หุบผาธาราโศก
หญิงคลั่งวางเพลิง

หญิงคลั่งที่พกขวดน้ำมันเพลิงไว้กับตัว มือทั้งสองซึ่งผ่านการดัดแปรไม่หวาดกลัวเปลวไฟอีกต่อไป ทำให้พวกนางสาดเพลิงได้ตามใจและใช้เปลวไฟกัดกินทุกชีวิต พวกนางไม่ต้องคอยประหยัดน้ำมันตะเกียงอีกแล้ว ผลงานล้มเหลวจากการดัดแปรปราณสังหารมีมากพอจะผลิตน้ำมันเพลิงใช้ไม่รู้หมด และมากพอจะแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงที่ส่องสว่างไปทั่วราตรี

หุบผาธาราโศก
หญิงคลั่งจอบคู่

หญิงคลั่งผู้ถือจอบคู่ เชี่ยวชาญการพุ่งทะลวง กระบวนโจมตีเฉียบขาดโหดเหี้ยมจนยากรับมือ หน้ากากอสูรทำลายหมู่บ้านของพวกนาง ความตายอันน่าเวทนาของคนในครอบครัวทำให้ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงหาอีก เมื่อข่าวจากหมู่บ้านข้างเคียงแพร่มาถึงว่ากำลังรวบรวมผู้คนเข้ารับการดัดแปรเพื่อต่อต้านอสูรกาย พวกนางจึงเดินทางไปด้วยกัน นำจอบสำหรับขุดบ่อและสวมเกราะเหล็กที่ประกอบขึ้นอย่างหยาบ ๆ

หุบผาธาราโศก
มือระเบิด

มือระเบิดที่เร่ร่อนอยู่ภายในหอปราณสังหาร พยายามค้นหาบางสิ่งภายในหอเพื่อสะกดปราณสังหารที่กำลังคลุ้มคลั่งในร่างตน ระเบิดขนาดมหึมาบนแผ่นหลังกดทับจนพวกมันก้าวเดินอย่างหนักอึ้ง แต่ทันทีที่พบศัตรู ปราณสังหารจะผลักดันให้พวกมันวิ่งไล่ตามและยอมตายไปพร้อมกัน การโจมตีด้วยเปลวไฟสามารถจุดระเบิดบนหลังของพวกมันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เดิมมือระเบิดเหล่านี้เป็นศิษย์สำนักอสนีบาต ผู้ภาคภูมิใจในแนวทางแปลกใหม่ และเคยลอบหัวเราะเยาะเหล่าจอมยุทธ์ที่เอาแต่ร่ายรำดาบกระบี่ว่าโบราณคร่ำครึ ไม่เข้าใจความลึกล้ำของดินปืนและกลไก ระเบิดที่แบกอยู่สามารถกักเก็บทั้งดินปืนและปราณสังหาร แต่เมื่อผลร้ายของการดัดแปรปรากฏ ทุกอย่างก็สายเกินแก้

หุบผาธาราโศก
หุ่นทองแดงหมัดเหล็ก

หลวงจีนผู้มีผิวกายเป็นประกายดุจทองเหลือง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว หมัดเท้ามั่นคงทรงพลัง กระดูกและเส้นเอ็นทั่วร่างแข็งประหนึ่งทองแดงและเหล็กกล้าได้ในชั่วพริบตา มักเคลื่อนวนเพื่อหยั่งเชิง เมื่อพบช่องว่างก็จะทะยานเข้าประชิดและใช้หมัดหนักทำลายศัตรู เดิมทีพวกเขาเป็นหลวงจีนแห่งวัดคู๋เยี่ย ซึ่งบุกลึกเข้าไปในหอปราณสังหารเพื่อตามหาร่องรอยของอาจารย์ แต่กลับถูกลอบทำร้าย เตาปราณสังหารระเบิดและกลืนศิษย์ร่วมสำนักไปกว่าครึ่ง แม้ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ก็หนีเคราะห์ไม่พ้น ทองแดงหลอมที่อัดแน่นด้วยปราณสังหารชุบร่างของพวกเขาจนแข็งดุจโลหะ แต่ขณะเดียวกันก็เผาผลาญสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น

แสดง 12 จาก 17 รายการ
พงไพรสีชาด23
พงไพรสีชาด
สุนัขคลั่ง

สุนัขคลั่งที่นิสัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังกัดกินศพเน่าเปื่อยของผู้ผ่านการดัดแปรปราณสังหาร ขนหลุดร่วงเป็นหย่อมใหญ่ เผยเนื้อหนังแดงฉานที่ฉีกขาด พวกมันมักออกล่าเป็นฝูง เคลื่อนไหวว่องไว ส่งเสียงเห่าเกรี้ยวกราดแล้วพุ่งออกจากความมืดโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อก่อนพวกมันกัดขย้ำหน้ากากอสูรเพื่อปกป้องเจ้านาย ภายหลังกลับเรียนรู้ที่จะกัดขย้ำเจ้านายของตนเอง

พงไพรสีชาด
อันธพาลเน่าเปื่อย

อันธพาลที่อบอวลด้วยกลิ่นเน่าเปื่อย เนื้อหนังเขียวดำ แต่บริเวณหัวใจกลับแดงฉาน มักใช้ขวานคู่ฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง และเมื่อเสียสติถึงขีดสุด ยังเชือดข้อมือตนเองเพื่อสาดโลหิตพิษในร่าง ร่างส่วนใหญ่คือร่างที่เหลือจากการดัดแปรล้มเหลว ถูกโยนลงหลุมหุบเขาและปล่อยให้เน่าเปื่อย จนมีชาวบ้านไปขอด้ายแดงช่วยชีวิตมาพันรอบร่างและหน้ากาก มิมีผู้ใดคาดคิดว่าศพเน่าเหล่านี้จะกลับมาเคลื่อนไหวได้

พงไพรสีชาด
คนคลั่งวางเพลิงเน่าเปื่อย

อันธพาลที่เหม็นไหม้เกรียมและกลิ่นเน่า เนื้อหนังเขียวดำไม่หวั่นการเผาผลาญของเพลิงโกลาหลอีกต่อไป มักบิดกายผิดรูปแล้วเหวี่ยงขวดน้ำมันไฟซึ่งลุกด้วยเพลิงโกลาหลออกไปสุดแรง อันธพาลเหล่านี้บูชาเปลวเพลิงอาถรรพ์ ท่ามกลางความคลุ้มคลั่งไม่รู้จบ มีเพียงไฟนั้นที่ทำให้พวกเขาได้สัมผัสความอบอุ่นและสงบสุข เสมือนครั้งนั่งล้อมเตาไฟอีกครา

พงไพรสีชาด
หญิงคลั่งปามีด

หญิงคลั่งผู้ชำนาญมีดสั้น ก้าวเท้ารวดเร็วพลิ้วไหว พวกนางไม่ถนัดป้องกันและไม่ค่อยเข้าปะทะซึ่งหน้า แต่จะเคลื่อนวนด้านข้างตามสัญชาตญาณ ก่อนซัดมีดสั้นหลายเล่มออกไปในพริบตา คมมีดที่พุ่งออกจากมือ อาจเคยถูกซ่อนไว้ใต้หมอนเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น แต่การดัดแปรปราณสังหารเปลี่ยนความหวาดกลัวทั้งหมดของพวกนาง ให้กลายเป็นเจตนาฆ่าที่พุ่งใส่ทุกชีวิต

พงไพรสีชาด
หญิงคลั่งเน่าเปื่อย

หญิงคลั่งห่อกายด้วยอาภรณ์ขาวสกปรก ด้ายแดงหลายเส้นพันผ่านเนื้อหนังเขียวดำขึ้นไปถึงหน้ากาก พวกนางเหวี่ยงง้าวยาวฟาดฟัน ท่วงท่าแข็งทื่อแต่ดุดัน เพียงกวาดง้าวครั้งเดียว ผู้ที่อยู่ใกล้ล้วนถูกซัดกระเด็น หลังการดัดแปร ร่างกายของพวกนางเน่าเปื่อยและเป็นแผลลึกลงทุกวัน อดีตที่พยายามรักษาไว้สุดกำลัง ทั้งเรือนที่ใช้หลบฝน ข้าวบนเตา และชื่อของลูก ต่างหลุดลอยไปพร้อมเนื้อหนังเน่าเฟะที่ไม่มีวันหวนคืน

พงไพรสีชาด
โจรภูเขา

โจรภูเขาถือดาบผู่เตา สวมเครื่องป้องกันเก่าขาดเรียบง่าย และใช้หน้ากากหนาหนักข่มปราณสังหาร ไม่เพียงเพลงดาบต่ำชั้น ยังชำนาญกลอุบายซัดทรายบังตา รบกวนการมองเห็นแล้วฉวยโอกาสลงมือสังหาร ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยคิดเข้าสวามิภักดิ์ฝ่ายธรรมะ และย่อมรู้ว่าก่อนฝากตัวเป็นศิษย์ต้องมอบของกำนัล แต่ไม่ว่าจะส่งเสบียงและผ้าไปกี่ตะกร้า ก็ไม่มีผู้ใดพาไปคารวะสำนัก ด้วยความเดือดดาล พวกเขาจึงฟันคนฝ่ายธรรมะไปหลายราย หนีเข้าภูเขาลึก แล้วอาศัยพลังจากการดัดแปรใช้ชีวิตอย่างเสรี

พงไพรสีชาด
ยอดโจรภูเขา

ยอดฝีมือโจรภูเขาพกทั้งดาบผู่เตา โล่ และคันศรยาว แม้ไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง แต่ด้วยความบ้าบิ่นก็กล้าใช้ทุกสิ่งตามใจ กระบวนท่านอกตำราดุดันยิ่ง และหากสบโอกาสยังจะขึ้นสายยิงธนู อย่าหลงคำยั่วยุจนบุ่มบ่ามพุ่งเข้าใส่ การใช้ดาบเคาะโล่เป็นทั้งการท้ารบและเรียกพรรคพวกให้เข้ามารุม ในฐานะ “ยอดฝีมือ” ที่ผู้คนพากันประจบเอาใจ จะขาดขบวนคนช่วยสร้างบารมีได้อย่างไร

พงไพรสีชาด
โจรภูเขาขี่ม้า

โจรผู้ควบม้าปล้นสะดม พกดาบผู่เตา โล่กลม และคันศรยาว ถนัดอาศัยความสูงบนหลังม้าฟาดฟันอย่างดุดัน ทั้งยังยิงธนูต่อเนื่องขณะควบทะยาน แม้ถูกซัดตกจากม้า ก็ยังใช้อาวุธที่พกติดตัวเข้ารับมือ กระบวนท่าโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่ต่างจากยอดฝีมือโจรภูเขา เช่นเดียวกับหัวหน้าของตน พวกเขาอิจฉาศิษย์ฝ่ายธรรมะที่ขี่ม้าลาดตระเวนภูเขา และเชื่อว่าต้องขึ้นหลังม้าจึงจะยกฐานะตนได้ จึงคอยปล้นม้าจากขบวนพ่อค้ากับสถานีพักม้า แล้วอาศัยพาหนะเหล่านี้ออกปล้นชิงได้กว้างขวางยิ่งกว่าเดิม

พงไพรสีชาด
โจรภูเขาเพลิงคลั่ง

โจรภูเขาที่พอรู้เพลงดาบเพลิงและโปรดสีแดงฉูดฉาด แม้เครื่องป้องกันเรียบง่าย แต่อาภรณ์ผ้าแดงกลับสะดุดตาเป็นพิเศษ มักเฝ้าอยู่ข้างกองไฟ เมื่อพบศัตรูก็จุดตัวดาบที่ชุบน้ำมันไว้ แล้วใช้คมเพลิงฟาดฟันอย่างกำเริบเสิบสาน ไฟขับไล่สัตว์ร้ายได้ และลบความแตกต่างระหว่างผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอได้เช่นกัน พวกเขาหยิบยืมไฟมาเป็นพลัง ส่วนการดัดแปรปราณสังหารก็มิต่างจากเปลวไฟอีกกองที่พร้อมให้ฉวยมาใช้

พงไพรสีชาด
โจรเหิน

โจรเหินร่างผอมเพรียว ท่วงท่าพลิ้วไหว วิชาเหินชายคาไต่กำแพงในอดีต บัดนี้ใช้เพื่อลอบโจมตีและซ่อนตัว ส่วนมีดบินที่เคยฝึกไว้เพื่อสะดวกต่อการปีนกำแพงมุดช่อง ก็กลายเป็นอาวุธสังหารปาดคอ ครั้งหนึ่งเคยคิดที่จะปล้นบ้านคนรวยให้มากขึ้น และช่วยเหลือคนยากจนให้มากกว่าเดิม พวกเขาจึงเข้ารับการดัดแปรปราณสังหาร หน้ากากยิ้มชวนขันที่ครอบใบหน้า มีไว้ทั้งข่มปราณสังหารและแสดงว่าตนไม่มีพิษภัย แต่ท้ายที่สุดพวกเขากลับตกสู่ความคลุ้มคลั่ง หน้ากากยิ้มที่ค่อย ๆ สกปรกดำคล้ำ ยิ่งขับให้น่าหวาดกลัวพิกล

พงไพรสีชาด
โจรเหินหนามเพลิง

โจรเหินผู้สวมหน้ากากยิ้มสีสด ประพฤติตนคึกคะนอง ท่ากวักมือยั่วยุยิ่งโอหัง พวกเขาพกลูกหนามเพลิงหลายลูก และมักขว้างต่อเนื่องระหว่างหัวเราะเยาะ ปล่อยให้อาวุธไฟระเบิดสนั่นหลังตกถึงพื้นชั่วครู่ และทิ้งทะเลเพลิงแผดเผาไว้เบื้องหลัง

พงไพรสีชาด
ศิษย์พรรคท่องนที

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้ใช้การดัดแปรปราณสังหารเพิ่มพูนความสามารถในน้ำ ไม่เพียงกลายพันธุ์จนมีช่องเหงือก ดวงตายังโปน ปากกว้างริมฝีปากหนา และมีเกล็ดเขียวขึ้นทั่วร่าง ดูไม่ต่างจากมัจฉา ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงชำนาญการซ่อนตัวและหลบหนีในน้ำ ทั้งมักใช้รูปลักษณ์อัปลักษณ์ยั่วเย้าศัตรู ก่อนเรียกพรรคพวกเข้ารุมล้อม บัดนี้เพียงสระน้ำมีขนาดใหญ่เสียหน่อย ก็มักมีพวกมันโผล่ออกมา ส่วนคำปฏิญาณในอดีตว่าจะช่วยฝ่ายธรรมะกำจัดหน้ากากอสูรให้สิ้น แม้แต่พวกเขาเองก็คงลืมไปแล้ว

แสดง 12 จาก 23 รายการ
หมู่บ้านสกุลลู่12
หมู่บ้านสกุลลู่
พี่ชายคนซื่อ

หุ่นเชิดที่แกะสลักใบหน้ายิ้มซื่อ จึงทำได้เพียงยิ้มซื่อเช่นนั้นไปชั่วนิรันดร์ ยามล้มบนคันนาหรือทางศิลา จนเปื้อนโคลนทั้งตัวและเกิดรอยแตกร้าว มันก็ยังยิ้มซื่อ แม้ยามพุ่งเข้าใส่สิ่งมีชีวิตราวถูกสายเชิดบังคับ มันก็ยังคงยิ้มซื่อ

หมู่บ้านสกุลลู่
โฉมงามประจำหมู่บ้าน

หุ่นเชิดรูปลักษณ์หญิงชาวบ้าน ใบหน้าแกะสลักงดงามอ่อนหวาน ราวสองปีก่อน หุ่นประเภทนี้เริ่มปรากฏในหมู่บ้านเป็นครั้งคราว เวลานั้นพวกมันยังไม่ชำรุดน่าขนลุกเช่นนี้ และไม่เคยพุ่งเข้าข่วนคนเป็น แม้ผู้ใหญ่ส่วนมากจะหลีกหนีสิ่งประหลาดเหล่านี้ แต่เด็ก ๆ มักวิ่งมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างถึงกับหัวเราะพลางเข้าไปเรียกว่าโฉมงามประจำหมู่บ้าน และบางครั้งโฉมงามประจำหมู่บ้านก็ยกมือลูบศีรษะเด็กคนนั้น

หมู่บ้านสกุลลู่
ผู้ไกล่เกลี่ย

หุ่นเชิดรูปลักษณ์ชายชรา บางทีระหว่างย้ายจิตสำนึกของชาวบ้านเข้าสู่ร่างอาจเกิดข้อผิดพลาด จึงทำให้หุ่นเหล่านี้มีใบหน้าเจ็บปวดและบิดเบี้ยวน่ากลัว เมื่อหมู่บ้านยังไม่ร้างรา ชาวบ้านมักถกเถียงว่าผู้ใดเป็นคนขับไล่หน้ากากอสูร บ้างว่าจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะเป็นผู้ขับไล่ บ้างว่าพระแม่คุ้มครองหมู่บ้าน ส่วนเหล่าผู้เฒ่าที่รักความปรองดองมักไกล่เกลี่ยว่า พระแม่ทรงส่งจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะมาช่วยทุกคน ต่อมา หุ่นเชิดที่เร่ร่อนในหมู่บ้านมีมากขึ้นทุกวัน ขณะที่ชาวบ้านผู้ยังไม่หลับใหลกลับลดน้อยลง จึงแทบไม่มีผู้ใดมาคอยห้ามความขัดแย้งอีก เหลือเพียงหุ่นเชิดน่าขนลุกที่บิดศีรษะตนออก แล้วขว้างใส่เสียงอึกทึกซึ่งยังหลงเหลืออย่างรุนแรง

หมู่บ้านสกุลลู่
บัณฑิตคลั่ง

หุ่นเชิดรูปลักษณ์บัณฑิต แต่ในมือไร้ตำราปราชญ์ ในปากไร้หลักคุณธรรมห้าประการ มีเพียงเพลิงโกลาหลพวยพุ่งออกมา หมายเผาผลาญทุกสิ่งถวายแด่พระแม่ หลังตรากตรำร่ำเรียนกว่าสิบปี เมื่อออกจากหมู่บ้าน บัณฑิตจากตระกูลยากจนเหล่านี้จึงค่อยตระหนักว่า เส้นทางสู่ยศศักดิ์ถูกเส้นสายและชาติกำเนิดขวางไว้อย่างแน่นหนา ความทะเยอทะยานของตนเป็นเพียงเรื่องขบขันบนโต๊ะงานเลี้ยงของผู้มีอำนาจ เมื่อความหวังทั้งปวงมอดดับ พวกเขากลับสู่หมู่บ้าน กราบไหว้พระแม่ทั้งกลางวันกลางคืน แม้ในฝันยังเฝ้าหวังให้พระองค์ประทานเพลิงทัณฑ์ เผาผลาญความอยุติธรรมทั่วหล้าให้ราบคาบ

หมู่บ้านสกุลลู่
ผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน

หุ่นเชิดรูปลักษณ์ผู้อาวุโส มีแสงสีเขียวประหลาดวนเวียนรอบศีรษะ เมื่อพบผู้คนจะถอดหัวแล้วเหวี่ยงลงพื้น ทันทีที่ศีรษะตกถึงพื้น ไม่นานก็ระเบิดและปล่อยหมอกพิษแผ่กว้าง แรกเริ่มเหล่าผู้อาวุโสคัดค้านอย่างเด็ดขาดไม่ให้เปลี่ยนศาลบรรพชนเป็นวิหารพระแม่ หากผู้ใดกล้าเอ่ยถึงก็จะถูกด่าว่ากบฏอกตัญญู แต่เมื่อเห็นหุ่นไม้แพร่ไปทั่วหมู่บ้านทุกวัน เสียงคัดค้านของพวกเขาก็ค่อย ๆ เบาลง และเริ่มสวมบุปผาสีชาดที่ทูตแห่งม่านฝันมอบให้ก่อนหลับตานอน

หมู่บ้านสกุลลู่
แม่ใหญ่

หุ่นเชิดร่างสูงใหญ่ในรูปสตรีซึ่งสามารถให้กำเนิดหุ่นไม้เด็ก ที่ตกถึงพื้นก็เดินได้ทันทีและกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา ไม่รู้ผู้ใดเป็นคนเผยแพร่สูตรว่า ให้นำดอกไม้แพรซึ่งเขียนคำขอบุตร ต้มลงในยาน้ำที่ท่านทูตแห่งม่านฝันมอบให้ ดื่มจนหมดแล้วสวมบุปผาสีชาดบนใบหน้าแล้วหลับไป ก็จะได้ทั้งบุตรชายบุตรหญิงสมดังปรารถนา พวกนางทำตามอย่างหวาดหวั่น ครั้นตื่นขึ้นกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงกลายเป็นหุ่นไม้ แต่ชั่วพริบตาแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี ที่ตนสามารถให้กำเนิดลูกได้ตามใจ ฮ่า ๆ พระแม่ช่างศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดหยิน

หุ่นเชิดรูปร่างสตรีที่สมบูรณ์ แขนขาอ่อนยืดหยุ่น เมื่อเทียบกับหุ่นรูปลักษณ์ชาวบ้าน พวกมันสร้างอย่างประณีตกว่าและใช้วัสดุเบากว่า มักเคลื่อนไหวราวถูกสายเชิดดึง ลำตัว มือ และเท้าบิดงอในมุมที่คนเป็นทำไม่ได้ ก่อนปล่อยท่าสังหารโดยไม่ทันตั้งตัว ความทรงจำ อารมณ์ และความเป็นมนุษย์ของจิตสำนึกที่ถูกย้ายเข้ามา ส่วนใหญ่ถูกผู้สร้างหุ่นฉีกกระชากออกไป เหลือเพียงสัญชาตญาณที่เหมาะแก่การสังหารที่สุด และความเชื่อมั่นว่าตนถือกำเนิดมาเป็นอาวุธ

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดหยาง

หุ่นเชิดรูปร่างบุรุษที่สมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรง เมื่อเทียบกับหุ่นรูปลักษณ์ชาวบ้าน พวกมันสร้างอย่างประณีตกว่าและใช้วัสดุแข็งแกร่งกว่า ต่อให้รอยร้าวเต็มร่างก็ไม่แตกสลายง่าย ๆ มักเคลื่อนไหวราวถูกสายเชิดดึง แล้วปล่อยท่าสังหารรวดเร็วด้วยท่วงท่าผิดธรรมชาติ ผู้สร้างหุ่นลบการรับรู้ความเจ็บปวดของจิตสำนึกที่ถูกย้ายเข้ามา แต่จงใจเก็บนิสัยอดทนแข็งแกร่งไว้ ทำให้อาวุธเหล่านี้ทรหดไม่หวาดกลัวยิ่งขึ้น และเย็นชาไร้ความรู้สึกยิ่งกว่าเดิม

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดหยาง (ท่อนบน)

หุ่นกายหยางชำรุดที่เหลือเพียงท่อนบน ใช้สองแขนพยุงตัวเคลื่อนที่ คลานแนบพื้นอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางน่าขนลุก คอยฉวยจังหวะพุ่งออกไปตะครุบศัตรู บางทีจิตสำนึกที่ถูกขังอยู่ภายในอาจเคยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ จึงทำให้มันเคลื่อนไหวดุดันเช่นนี้ ทว่าอดีตทั้งปวงไม่มีวันย้อนคืน บัดนี้พวกมันไม่ต่างจากสุนัขคลั่ง

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดหยาง (ท่อนล่าง)

หุ่นกายหยางชำรุด ไร้ลำตัวและศีรษะ เหลือเพียงเอวกับสองขา แต่ยังถีบ เตะ เหยียบขยี้ และพุ่งชนไปทั่วได้ แทบไม่มีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่ภายใน สิ่งที่ขับเคลื่อนร่างส่วนที่เหลือให้เคลื่อนไหวต่อไป มีเพียงสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดดาบโล่

หุ่นกายหยินผู้ถือดาบทองเหลืองกับโล่กลมทองเหลือง เชี่ยวชาญการมองหาช่องโหว่ของคู่ต่อสู้ ใช้โล่กลมปัดการโจมตีได้อย่างแม่นยำแล้วสวนกลับทันที กระบวนท่าซับซ้อนแปรเปลี่ยนไม่สิ้น ในอดีต เมื่อชาวบ้านเห็นหุ่นชนิดนี้ถือดาบทองเหลืองคล้ายศาสตราพิธีต่อสู้กับหน้ากากอสูร ก็ยกให้เป็นปาฏิหาริย์ที่พระแม่เหมิงฮวาทรงคุ้มครองหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่าหุ่นเหล่านี้ถูกบรรจุด้วยจิตสำนึกของชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะ ซึ่งต่อสู้กับหน้ากากอสูรมาหลายปี จนกลายเป็นปาฏิหาริย์ที่ชาวบ้านซาบซึ้งในพระคุณ ทว่าแท้จริงเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่ผู้สร้างหุ่นจงใจชักใย

หมู่บ้านสกุลลู่
หุ่นเชิดพลทวน

หุ่นกายหยางผู้ชำนาญทวนยาวและโล่กลมทองเหลือง ข้อต่อกับจุดศูนย์ถ่วงผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียด จึงบุกได้ดุดันและตั้งรับได้มั่นคง แม้โล่กลมแตกสลายก็ยังถือทวนสู้จนตัวตาย ร่างหุ่นเชิดไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย จิตสำนึกภายในก็ไม่อาจหลับใหล จึงได้แต่เคี้ยวทวนความแค้นจากการถูกจองจำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคุกแห่งนี้ พวกมันไร้ใบหน้าให้แสดงความโกรธ ทั้งไม่มีลำคอหรือลิ้นไว้เอื้อนเอ่ยความทุกข์ จิตสำนึกอันขาดวิ่นเหล่านี้หลงลืมกระทั่ง “ควรระบายออกมาอย่างไร” จึงได้แต่เทความแค้นเต็มอกทั้งหมดลงสู่ปลายทวน

เมืองผาง22
เมืองผาง
หัวหน้าพลกระบี่ไร้หน้า

จอมกระบี่อาภรณ์ครามผู้มีใบหน้ากลายเป็นโพรงว่างเปล่า เพลงกระบี่ชำนาญกว่าศิษย์อาภรณ์ขาวใต้บัญชา หลังการดัดแปรกายามังกรยิ่งเจนจัด ออกคมศาสตรารวดเร็วดุจลม ทั้งโหดเหี้ยมและมั่นคง เมื่อผ่านการดัดแปรแล้ว ไม่ว่าสมัครใจหรือไม่ พวกเขาก็กลายเป็นศัตรูของสมาพันธ์ธรรมะและไร้ที่พักพิง เมืองผางเองก็กลายเป็นเมืองมรณะ ไม่มีที่ให้พวกเขาหยุดพักอีกต่อไป ถึงกระนั้น พวกเขายังอยากหนีออกจากฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะ เข้าไปในเมืองผางเพื่อมองบ้านเกิดเป็นครั้งสุดท้าย และบางทีอาจช่วยญาติมิตรบ้านเดียวกันได้อีกสักไม่กี่คน

เมืองผาง
หัวหน้าพลทวนไร้หน้า

พลทวนอาภรณ์ครามผู้มีใบหน้ากลายเป็นโพรงว่างเปล่า ในอดีตเคยนำศิษย์อาภรณ์ขาวจำนวนมาก เพลงทวนล้ำเลิศ ทุกครั้งที่ลงมือไม่เคยสูญเปล่า เพียงท่าแทงตรงปิดลำคอครั้งเดียว ก็เพียงพอให้ศิษย์ครุ่นคิดฝึกฝนได้ครึ่งเดือน เวลานั้น ผลย้อนกลับของการดัดแปรกายามังกรทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน เมื่อรู้ว่าชีวิตเหลือไม่นาน พวกเขาจึงตัดสินใจมุ่งสู่เมืองผาง สาบานว่าจะอาศัยพลังจากการดัดแปรกำจัดหน้ากากอสูรให้มากที่สุด พวกเขาตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะจบชีวิตตนก่อนกลายเป็นซากเดินได้โดยสมบูรณ์ แต่ชั่วขณะที่กลับปลายทวนเย็นเยียบจ่อคอตนเอง บางคนกลับเกิดความลังเลขึ้นมา

เมืองผาง
ทหารม้าทวนไร้หน้า

พลม้าทวนอาภรณ์ครามผู้มีใบหน้ากลายเป็นโพรงว่างเปล่า ควบม้าถือทวน อาศัยแรงทะยานพุ่งแทงด้วยปลายทวนเฉียบคม หากถูกขวางก็หันม้าสวนกลับ ทำให้ยากจะเข้าประชิด คนส่วนมากในหมู่พวกเขาได้สวมอาภรณ์ครามเพราะเส้นสาย มิใช่ฝีมือที่แท้จริง แต่เมื่ออาภรณ์นี้อยู่บนร่าง ความละอายและความไม่ยินยอมก็ถาโถมตามมา จึงมีผู้คิดใช้การดัดแปรกายามังกรพิสูจน์ตนให้ได้

เมืองผาง
หมอไร้ใจ

หมอผู้สวมผ้าปิดหน้าเปื้อนเลือด ใช้เถาวัลย์ที่เข้ามาแทนแขนทั้งสองดูดปราณสังหารและพลังชีวิตจากศิษย์หญิง เพื่อเยียวยาตนเองและรักษาหน้ากากอสูร มีเพียงคนเป็นเท่านั้นที่เขาไม่ช่วยอีกต่อไป แท้จริงแล้วพวกเขาตัดแขนตนเองเพื่อรับการดัดแปร หรือเพราะตัดแขนตนเองไปแล้วจึงหวังใช้การดัดแปรเสริมร่างกาย พวกเขาลืมไปแล้วและไม่คิดใส่ใจอีก หมอผู้สูญเสียหัวใจหลงทางอยู่ในรสหวานของพลังโลหิตมานานแล้ว

เมืองผาง
หุ่นเชิดนางพิณ

หุ่นเชิดรูปลักษณ์หญิงนักพิณ อุ้มพิณเหยาไว้ในอ้อมแขนด้วยท่วงท่าสง่างาม ท่วงทำนองกังวานแฝงเจตนาสังหาร ทว่าเมื่อบทเพลงถูกใช้เพื่อเข่นฆ่า เสียงทั้งห้าย่อมไม่อาจประสานกลมกลืนได้อีก ดังนั้น หากป้องกันคลื่นเสียงสีน้ำเงินที่นางบรรเลงได้ เสียงตกค้างจะย้อนกลับไปทำร้ายนางเอง เมื่อโรคประหลาดแพร่ระบาดในเมืองผาง พี่น้องร่วมอาชีพส่วนใหญ่ต่างหลบหนี เหลือเพียงพวกนางที่ไร้ญาติขาดมิตร โชคดีที่มีชายผู้หนึ่งรับปากว่าจะมารับและพาหนีไปด้วยกัน พวกนางจึงกอดพิณซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ เฝ้ารอแล้วรอเล่าอยู่ภายในเมือง และสิ่งที่มาถึงมิใช่คนรักตามสัญญา แต่เป็นพิธีชั่วร้ายที่ย้ายจิตเข้าสู่หุ่นเชิด

เมืองผาง
หุ่นเชิดนักขับร้อง

หุ่นเชิดรูปลักษณ์หญิงนักขับร้อง งดงามประณีตแต่เปราะบาง บริเวณใบหน้าจรดลำคอมีรูขนาดใหญ่อันน่าสยดสยอง เป็นร่องรอยความเสียหายจากการร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง ขณะที่จิตสำนึกถูกผนึกลงในร่างหุ่น น้ำเสียงอันไพเราะในอดีตเหลือเพียงเสียงกรีดร้องแหบพร่า พวกนางยกมือขึ้นคลำลำคอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สัมผัสได้เพียงโพรงอันว่างเปล่าและน่าสะพรึงกลัว ความสับสนและเจ็บปวดผลักดันให้พวกนางยื่นมือเข้าหาผู้มีชีวิต หมายฉีกลำคอของคนเหล่านั้น เพื่อช่วงชิงเสียงร้องที่สูญหายกลับคืนมาจากเลือดเนื้ออันอบอุ่น

เมืองผาง
สายสืบหญิงแห่งสำนักไป๋ซาน

สายสืบหญิงแห่งสำนักไป๋ซานผู้ผ่านการดัดแปรกายามังกร แผ่กลิ่นอายสังหารรอบตัว ใช้เพลงเตะอันดุดัน และเคลื่อนรุกถอยว่องไวดุจสายลม นางพกหน้าไม้ขนาดเล็กและเชี่ยวชาญการต่อสู้แบบเคลื่อนที่ มักยิงลูกดอกออกมาอย่างกะทันหันในชั่วขณะที่สลับตำแหน่งกับศัตรู หรือจากมุมอับซึ่งสายตามองไม่ถึง การดัดแปรกายามังกรอาจซ่อนอันตรายไว้ แต่พวกนางคุ้นเคยกับการเดินอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงมานานแล้ว ไม่ว่าจะลอบสำรวจค่ายศัตรู ส่งข่าวสาร หรือแทรกซึมเข้าไปในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดได้กลับออกมา ทุกย่างก้าวในยุทธภพล้วนแฝงเจตนาสังหาร หากไม่กล้าเสี่ยง แล้วพวกนางจะปกป้องสำนักไป๋ซานซึ่งกำลังโอนเอนท่ามกลางลมฝนได้อย่างไร

เมืองผาง
ผู้พิทักษ์ทวนสั้นคู่แห่งสำนักไป๋ซาน

ผู้พิทักษ์ทวนสั้นคู่แห่งสำนักไป๋ซานผู้ผ่านการดัดแปรกายามังกร เพียงสะบัดข้อมือ อาวุธคู่ก็หมุนรัวดุจมวลดอกไม้ปลิว ระหว่างช่องว่างของการปะทะยังสามารถซัดกระบี่สั้นให้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วดุจดาวตก ท่วงท่าอันอ่อนช้อยและพริ้วไหวในอดีตยังคงอยู่ แต่กลับเจือด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยวมากเกินไป พวกนางผ่านความปั่นป่วนของสำนักไป๋ซานมากับตา เห็นโศกนาฏกรรมที่ตูกูหลิงเฮ่อก่อขึ้น และเห็นปี้เถาเถาเข้ารับตำแหน่งประมุขท่ามกลางวิกฤต หนทางฟื้นฟูสำนักทั้งยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกนางจึงสาบานว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกับประมุข พร้อมช่วยสามยอดฝีมือคุนหลุนต่อต้านหน้ากากอสูร ทว่าสามเสาหลักคุนหลุนหายหัวไปไหนเสีย พวกเขาเคยร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกนางบ้างหรือไม่

เมืองผาง
หญิงคลั่งคมดาบยักษ์

หญิงคลุ้มคลั่งผู้ลากคมศาสตรายักษ์อันน่าสะพรึงตามหลัง แม้ร่างกายจะดูผอมแห้งและค่อมงอ แต่ยามกวัดแกว่งอาวุธหนักกลับระเบิดพละกำลังผิดมนุษย์ จนเสียงลมถูกฉีกสะบั้น ทุกการฟาดฟันไร้ซึ่งกระบวนท่า มีเพียงความอำมหิตที่หมายบดขยี้ทุกชีวิตตรงหน้าให้แหลกสลาย ฝ่ายธรรมะไม่อาจพึ่งพา ญาติมิตรไม่อาจพึ่งพา คนรักไม่อาจพึ่งพา แม้แต่เทพและพระพุทธองค์ก็ไม่อาจพึ่งพา พวกนางจึงยอมขึ้นแท่นดัดแปรปราณสังหาร หวังเพียงใช้สองมือกับดาบหนึ่งเล่ม ผ่าโลกอันสิ้นหวังนี้ให้แยกออกจากกัน

เมืองผาง
ผู้คุมอนธการอาภรณ์ขาว

ผู้คุมอนธการระดับยอดฝีมือซึ่งรับคำสั่งจากจั่วซางโดยตรง สวมมงกุฎขาว รองเท้าขาว และอาภรณ์สีขาวซึ่งสะท้อนประกายเย็นเยียบ พวกเขาสุขุมเยือกเย็นและไร้ความปรานี แม้เผชิญศัตรูก็ยังวางตัวสงบนิ่ง เชี่ยวชาญทั้งรุกและรับในการต่อสู้ระยะประชิด ทุกคมอาวุธฉับไว หนักแน่น และตรงไปตรงมา ระหว่างรุกถอยยังสลับใช้ปืนพกยิงสนับสนุน กระหน่ำโจมตีทั้งใกล้ไกลราวคลื่นถาโถม แทบไม่เผยช่องโหว่ ภายในเมืองผางซึ่งกลายเป็นแดนมรณะ พวกเขานำกำลังลาดตระเวนไปตามถนนราวเงาภูต ปิดกั้นเส้นทาง ยึดครองเรือนพัก และควบคุมทุกสิ่งในเมืองไว้ภายใต้อำนาจของเจ้าชีวิตอนธการจั่ว

เมืองผาง
ผู้คุมอนธการมือกลไฟ

ผู้คุมอนธการแห่งภาคีไร้นามซึ่งเชี่ยวชาญการใช้ปืน มักซ่อนตัวอยู่บนชายคาและสันหลังคาสูง และปืนในมือยังมีระยะยิงที่ไกลยิ่งนัก สามารถซุ่มยิงเป้าหมายจากระยะไกลอย่างแม่นยำ หรือเล็งชั่วครู่ก่อนยิงต่อเนื่อง ใช้อำนาจการยิงหนาแน่นกดดันศัตรู เมื่อเทียบกับพวกพ้องที่ถนัดการต่อสู้ระยะประชิด นักฆ่าซึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืดเหล่านี้มีความอดทนและความเย็นชาน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า พวกเขาจะเฝ้ารออย่างสงบนิ่ง จนถึงจังหวะที่สามารถเหนี่ยวไกได้อย่างแม่นยำ

เมืองผาง
ฮ่า ฮ่า ฮ่า

นักฆ่าแห่งฉิวมิ่งซึ่งสวมหัวตุ๊กตาขนาดใหญ่ เมื่อมีดดาบใหญ่ในมือขับเน้นอยู่เบื้องล่าง ใบหน้ายิ้มแย้มบนหัวตุ๊กตานั้นกลับยิ่งดูมืดมนและน่าสยดสยอง พวกเขางมงายในวิชาของจงหยวน เชื่อว่าหัวตุ๊กตานี้ช่วยยืดอายุ สะกดสิ่งชั่วร้าย และยับยั้งผลสะท้อนจากการดัดแปรปราณสังหาร ทั้งยังเชื่อว่าการละเล่นพื้นบ้านสามารถอัญเชิญพลังเทพเข้าสู่ร่าง จึงนำท่วงท่าจากการแสดงเหล่านั้นมาผสานกับวรยุทธ์ของตน กลายเป็นเพลงดาบอันบ้าคลั่งที่ทั้งขู่คำรามและตะปบฟัน วิชานอกรีตเหล่านี้จะวิเศษอย่างที่เชื่อหรือไม่ไม่มีผู้ใดทราบ รู้เพียงว่าร่างกายของพวกเขาหดเล็กลงทุกวัน จนบัดนี้มีรูปร่างไม่ต่างจากเด็ก

แสดง 12 จาก 22 รายการ
ฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะ2
ฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะ
พลหน้าไม้หนัก

ศิษย์ฝ่ายธรรมะผู้ถือหน้าไม้หนัก มักประจำอยู่บนแท่นสูงเพื่อเฝ้าระวังรอบด้าน แม้เกราะหนักและหน้าไม้กลจะทำให้เคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่ทันทีที่พบร่องรอยศัตรู พวกเขาจะเป่านกหวีดเตือนภัย ก่อนขึ้นสายแล้วยิงลูกดอก หากศัตรูฝ่าเข้าประชิด ก็สามารถยกกลไกอันหนักอึ้งขึ้นเหวี่ยงฟาดแทนอาวุธทื่อได้ ศิษย์ฝ่ายธรรมะซึ่งประจำอยู่ตามจุดเฝ้าระวังเหล่านี้ส่วนใหญ่มีนิสัยเฉียบคม และมองเห็นปัญหาที่สั่งสมอยู่ทั่วสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะมานานแล้ว ก่อนที่ฮวงสิงจื่อจะผลักดันการดัดแปรกายามังกร การกวาดล้างความเสื่อมทรามเป็นเพียงถ้อยคำที่ว่างเปล่า แต่หลังจากนั้น วิชานี้กลับมอบพลังให้พวกเขาสามารถชำระโรคร้ายที่ฝังรากอยู่ภายในได้ด้วยโลหิต

ฐานที่มั่นสมาพันธ์ธรรมะ
หญิงคลั่งในชุดศึก

หญิงคลั่งผู้สวมชุดศึกขาดวิ่น มักถือทวนยาวพุ่งเข้าประจัญบาน ทั้งปัด ควบ แทง และตวัด ทุกกระบวนท่ารวดเร็วและดุดัน ยังพอมองเห็นรากฐานเพลงทวนของฝ่ายธรรมะอยู่บ้าง ครั้งหนึ่งพวกนางติดตามฝ่ายธรรมะเพื่อฝึกวรยุทธ์ไว้ป้องกันตน แต่ต่อมา คนที่เคยถ่ายทอดเพลงทวนและสาบานว่าจะคุ้มครองพวกนาง กลับห้ำหั่นกับพวกเดียวกันภายในค่ายเพราะวิชาใหม่ชนิดหนึ่ง แม้คนเหล่านั้นจะชนะการต่อสู้ แต่ก็สูญเสียทั้งใบหน้าและสติ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ต่างจากหน้ากากอสูร นอกจากยอมขึ้นแท่นดัดแปรปราณสังหารเช่นเดียวกัน พวกนางก็ไม่รู้ว่าควรต่อต้านผู้ซึ่งเคยปกป้องตนอย่างไร และไม่รู้ว่าจะต้านทานโลกอันบ้าคลั่งนี้ได้ด้วยวิธีใด

ขุนเขาพันธนาการ3
ขุนเขาพันธนาการ
นายพราน

ยอดฝีมือใต้บัญชาฮวงสิงจื่อ ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากเหล็กพื้นดำลายทอง สวมหนังขนสัตว์สีน้ำตาลเข้มซ้อนสลับกับเกราะ เมื่อเคลื่อนไหวอยู่กลางขุนเขา ก็กลมกลืนกับพงไม้จนแทบแยกไม่ออก พวกเขาใช้ทั้งธนูและกระบี่ได้อย่างชำนาญ หากยิงสังหารไม่สำเร็จ ก็ยังเข้าประชิดแลกกระบวนท่าได้ เดิมพวกเขาเป็นคนของฝ่ายธรรมะ แต่เพราะเอือมระอาความเสแสร้งภายในฝ่ายตน จึงปลีกตัวไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษในชนบทนานแล้ว ภายหลังเมื่อได้รับคำเรียกจากฮวงสิงจื่อ พวกเขาจึงกลับคืนสู่กองกำลังและเข้ารับการดัดแปรกายามังกร เพื่อช่วยเขาค้ำจุนความเที่ยงธรรม และขจัดความคร่ำครึกับความอยุติธรรมให้สิ้น หัวศรที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ล่ากระต่ายป่าและห่านป่า บัดนี้กลับหันเข้าหาผู้คนที่ยังมีลมหายใจ

ขุนเขาพันธนาการ
หน้ากากทอง

ยอดฝีมือแห่งหน่วยองครักษ์ของฮวงสิงจื่อ ถนัดใช้มีดสั้น มีฝีเท้าพลิ้วไหวและยากคาดเดาเป็นพิเศษ ระหว่างต่อสู้ไม่เพียงสามารถขว้างมีดบินอย่างรวดเร็วขณะเคลื่อนหลบ แต่ยังใช้วิชาพิสดารซ่อนเร้น ก่อนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันเพื่อจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ด้วยพลังจากการดัดแปรกายามังกร พวกเขาจึงมีพลังมากเพียงพอแล้ว ไม่ต้องคอยหวาดระแวงเพราะผู้มีอำนาจฝ่ายธรรมะเอาแต่นั่งครองตำแหน่งโดยไม่ทำหน้าที่ ไม่ต้องประจบประแจงพวกหนูโสโครกผู้หลงใหลชื่อเสียง และไม่ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ว่าตนมีประโยชน์ต่อเหล่าคนหน้าซื่อใจคดซึ่งอาศัยอำนาจกดขี่ผู้อื่น พวกเขาสวมหน้ากากทองอันเปล่งประกาย และตั้งใจจะถอนรากความเสื่อมทรามของฝ่ายธรรมะอย่างสง่าผ่าเผย

ขุนเขาพันธนาการ
หน้ากากเหล็ก

ยอดฝีมือแห่งหน่วยองครักษ์ของฮวงสิงจื่อ ทุกคนล้วนสวมชุดดำและถือดาบหนักคมกว้าง กระบวนท่าดุดันทรงอำนาจ ใช้กำลังทำลายกลยุทธ์อันซับซ้อน ท่วงท่าราวภูตพราย สามารถซ่อนเร้นได้ในชั่วพริบตา และเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง คมดาบหนักก็มักฟาดลงเหนือศีรษะศัตรูแล้ว โดยพื้นนิสัย พวกเขาซื่อตรง ใจกว้าง และแทบไม่ตำหนิผู้อื่น ตลอดสิบปีทุ่มเททั้งกายใจรับใช้ฝ่ายธรรมะ แต่ก็ตลอดสิบปีนั้นเองที่ไร้ชื่อเสียงไม่มีผู้ใดกล่าวถึง กลับเป็นพวกปากหวานคารมคมคายที่ช่วงชิงความดีความชอบและชื่อเสียงทั้งหมดไป พวกเขาเคยชินกับเรื่องเช่นนี้แล้ว จนกระทั่งสหายร่วมรบซึ่งเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ต้องรอทัพสนับสนุนที่ไม่เคยมาถึง และล้มตายจากบาดแผลกับโรคภัยไปทีละคน

ทะเลสาบเหมยกู่13
ทะเลสาบเหมยกู่
นักตกปลาแห่งพรรคท่องนที

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้รักการตกปลายิ่งชีพ ยามเผชิญศัตรู มักใช้คันเบ็ดเกี่ยวของจิปาถะจากในน้ำขึ้นมาเหวี่ยงโจมตี แรกเริ่มที่เข้าพรรค พวกเขาเพียงหมายตาแหล่งตกปลาชั้นเลิศที่พรรคท่องนทีครอบครอง ทว่าภายหลังกลับเกิดใจหาญ คิดอาศัยร่างที่ผ่านการดัดแปรเข้าช่วยฝ่ายธรรมะ หากไม่มีเหตุพลิกผันครานี้ ป่านนี้พวกเขาอาจยังเฝ้าเรือผุของตน ตกปลา จับกุ้งอยู่ทั้งวัน พอมีเวลาว่างก็ยกสุราขึ้นจิบสักสองสามอึก

ทะเลสาบเหมยกู่
นักขว้างแห่งพรรคท่องนที

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้มีหมึกยักษ์พันรอบลำคอ ใช้เพลงเตะอันดุดันและโจมตีอย่างป่าเถื่อน หากมีโอกาสยังสามารถขว้างระเบิดชนิดพิเศษ ซึ่งจะระเบิดเป็นสายฟ้าอันน่าสะพรึง ในอดีตพวกเขาวิ่งวุ่นอยู่ตามตลิ่งตลอดวัน ทั้งทอดแห เก็บแห และตรวจดูลูกปลา จนฝึกฝนร่างกายให้ปราดเปรียว ส่วนระเบิดแต่ละลูกนั้น เดิมคือของล้ำค่าที่พวกเขาตั้งใจประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแอบประมุขพรรคใช้ระเบิดปลาให้รวดเร็วขึ้น

ทะเลสาบเหมยกู่
โจรจมน้ำ

โจรผู้มีหมอกพิษปกคลุมทั่วร่าง แม้แต่มีดบินที่ขว้างออกไปก็อาบพิษเช่นกัน พวกเขาเชี่ยวชาญการซ่อนตัวในน้ำและรอจังหวะลอบโจมตี ในอดีต หลังการโจรกรรมครั้งหนึ่งถูกเปิดโปง พวกเขาหลบหนีอย่างลนลานจนตกลงไปในแอ่งน้ำเน่าเสีย นับแต่นั้นก็เป็นโรคประหลาด ร่างกายเน่าเปื่อยและก่อพิษ การดัดแปรปราณสังหารไม่อาจช่วยอวัยวะภายในที่กำลังผุพัง แต่ข้อดีคือพวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป บัดนี้พวกเขาเหลือเพียงร่างเน่าเปื่อยและบ้าคลั่ง ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากยิ้มอันน่าขัน

ทะเลสาบเหมยกู่
นักดำน้ำแห่งพรรคท่องนที

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้สวมหมวกดำน้ำทรงหัวปลาและใช้ฉมวกเป็นอาวุธ ยามกวัดแกว่ง อานุภาพดุจผ่าคลื่น ยามทะยานกาย ปราดเปรียวดุจมัจฉา ครั้นขว้างฉมวกออกจากมือ มันจะพุ่งแหวกอากาศ หมายแทงทะลุร่างเหยื่อ ณ ที่นั้น เดิมทีหมวกดำน้ำนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้วิชาใต้น้ำ พวกเขาทำเป็นรูปปลาเพื่อถือเคล็ดให้เคลื่อนไหวในน้ำได้คล่องดั่งปลา ทว่านับแต่ต้องสวมหมวกนี้รัดแน่นไว้ตลอดวันเพื่อกดข่มปราณสังหาร ศีรษะของพวกเขากลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจนคล้ายปลามากขึ้นทุกที

ทะเลสาบเหมยกู่
นักดำน้ำดาบยาวแห่งพรรคท่องนที

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้สวมหมวกดำน้ำรูปหัวปลา ดาบในมือมีปลายกลมทื่อคล้ายไม้พาย ไม่เหมาะกับการแทงทะลุ แต่ใช้ปราณสังหารอันเดือดพล่านเสริมแรงฟันต่อเนื่อง หากใช้สันดาบหนักกระแทกผิวน้ำ ยังสามารถก่อคลื่นใหญ่ถาโถมราวต้องการกลืนกินทุกสิ่ง พลังโจมตีดุดันยากต้านทาน ในช่วงแรกของการดัดแปร พวกเขารู้สึกเพียงว่าวรยุทธ์เพิ่มพูนขึ้นมหาศาล ขณะที่สติยังแจ่มชัดไม่ต่างจากเดิม จึงเลื่อมใสการดัดแปรกายามังกรอย่างยิ่ง รีบชักชวนสหายมารับการดัดแปรร่วมกัน หวังขยายกำลังพลและกำจัดหน้ากากอสูรให้สิ้นซาก

ทะเลสาบเหมยกู่
มือระเบิดพิษ

ดินปืนของสำนักอสนีบาตรุนแรงทรงอานุภาพอยู่แล้ว แต่ศิษย์บางคนยังเห็นว่าไม่เพียงพอ จึงผสมพิษลงไปเพื่อเพิ่มอานุภาพให้ยิ่งร้ายแรง เมื่อผ่านไปนานวัน พิษกลับย้อนทำร้ายพวกเขา ผู้ที่ถูกพิษลึกถึงขั้นผิวกลายเป็นสีเขียวคล้ำและมีฝีหนองขึ้นทั่วกาย เมื่ออาการหนักเข้าจนสิ้นหนทาง พวกเขาจึงนำการดัดแปรปราณสังหารมาผสานกับพิษ หวังใช้ระเบิดที่แบกอยู่กักเก็บไอพิษและปราณสังหาร แต่ท้ายที่สุดกลับสร้างตนเองให้กลายเป็นอาวุธไฟแบบใหม่อีกชนิดของสำนักอสนีบาต

ทะเลสาบเหมยกู่
หุ่นเหล็ก: หมัด

หลวงจีนแห่งวัดคู๋เยี่ยผู้ประสบการดัดแปรอันโหดร้าย เฝ้าอยู่ภายในหอคอยปราณสังหารทั้งวัน ปล่อยให้น้ำเหล็กร้อนลวกราดลงบนร่างโดยไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับกลายเป็นส่วนหนึ่งของหอคอยเหล็กแห่งนี้ไปแล้ว แต่ทันทีที่ผู้มีชีวิตบุกรุกเข้ามา ปราณสังหารจะชักนำให้พวกเขาสำแดงวิชาหมัดปราบมารที่เคยร่ำเรียนมา ระยะหลังเมืองผางเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติติดต่อกัน เริ่มจากเหตุที่คฤหาสน์มายา ต่อด้วยโรคหลับใหลประหลาดซึ่งแพร่ระบาด ผู้ศรัทธาบางรายเล่าว่ามักได้ยินเสียงผิดปกติดังออกมาจากหอปราณสังหาร พวกเขาจึงออกจากวัดคู๋เยี่ย เพื่อมุ่งหน้าไปยังหอคอยเพื่อค้นหาต้นตอของความผิดปกติทั้งหมด

ทะเลสาบเหมยกู่
หุ่นเหล็ก: ดาบ

หลวงจีนแห่งวัดคู๋เยี่ยซึ่งเดินทางมาสืบหาความผิดปกติในเมืองผาง ร่างกายใหญ่กำยำ ผิวหนังแข็งแกร่งดุจเหล็ก ถือดาบเก้าห่วงซึ่งสะท้อนประกายเย็นเยียบ เมื่อกวัดแกว่งดาบ เสียงห่วงเหล็กจะดังกังวานประสานกับเสียงลมและคลื่นแห่งทะเลสาบเหมยกู่ แผ่เจตนาสังหารอันหนาวเย็นออกมา ไม่นานก่อนหน้านี้ พวกเขานั่งเรือมาถึงหอปราณสังหาร แต่ทันทีที่ขึ้นฝั่งก็ถูกเหล่ามือระเบิดปิดล้อมโจมตี หลวงจีนทั้งหลายต่อสู้อย่างยากลำบาก และถอยร่นเข้าใกล้แกนเตาหลอมโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นแกนเตาก็ระเบิดปราณสังหารออกมา กลืนพวกเขาทั้งหมดจนมิด ความทรงจำสุดท้ายของพวกเขาคือการถูกใครบางคนยกร่างขึ้นวางบนแท่นดัดแปรปราณสังหาร

ทะเลสาบเหมยกู่
หุ่นเหล็ก: กระบอง

หลวงจีนแห่งวัดคู๋เยี่ยผู้กลายเป็นผู้เฝ้าหอคอยปราณสังหาร คทาธรรมในมือผ่านกาลเวลามายาวนานจนผิวกระบองด้านหม่น เดิมเป็นอาวุธที่หลวงจีนนักผู้บำเพ็ญเพียรใช้ปราบศัตรู แต่บัดนี้พวกเขากลับใช้เพลงกระบองอันทรงพลัง ฟาด เหวี่ยง ตวัด และกวาด สังหารผู้มีชีวิตทุกคน กระทั่งถูกปราณสังหารกลืนกิน พวกเขาจึงเพิ่งตระหนักว่า เบาะแสทั้งหมดซึ่งยากแยกจริงเท็จระหว่างทาง ล้วนเป็นกับดักที่วางไว้เพื่อล่อพวกเขาเข้าสู่หอคอย

ทะเลสาบเหมยกู่
ผู้เร้นกายในหิมะ

ศิษย์พรรคท่องนทีผู้ผสานวิชาเหมันต์เข้ากับการดัดแปรปราณสังหาร ถือเคียวยาวรูปจันทร์เสี้ยว ทุกครั้งที่กวัดแกว่งจะแผ่ความหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ พวกเขาเชี่ยวชาญการซ่อนลมหายใจและดักซุ่มอยู่ใต้ทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ เพื่อรอจังหวะโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว เหล่าชาวประมงผู้เคยหลงใหลการตกปลาในน้ำแข็งและใช้ชีวิตอยู่ตามน่านน้ำหนาวเหน็บตลอดปี บัดนี้กลายเป็นนักล่าซึ่งรับมือได้ยากเป็นพิเศษบนผืนหิมะ แต่ สามารถใช้ฉมวกโหยวหลงโจมตีพื้นหิมะอย่างรุนแรง เพื่อทำลายการอำพรางและบังคับให้พวกมันเผยตัวได้

ทะเลสาบเหมยกู่
มหาคีตาจารย์

หุ่นเชิดรูปลักษณ์นักดนตรี อุ้มเครื่องดนตรีที่สร้างจากน้ำแข็งไว้ในอ้อมแขน เมื่อนิ้วทั้งสิบดีดบรรเลง เสียงเพลงอันหนาวเหน็บจะกลายเป็นคมน้ำค้างแข็ง แช่แข็งทั่วทั้งบริเวณ จิตสำนึกซึ่งถูกย้ายเข้ามาในร่างนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักดนตรีเลื่องชื่อ ใช้เสียงพิณบอกเล่าความสุขและความเศร้า และใช้ท่วงทำนองถ่ายทอดความผันแปรของโลกมนุษย์ แต่บัดนี้ จิตสำนึกของพวกเขาถูกกักขังอยู่ในเปลือกร่างอันเย็นเยียบ ทำได้เพียงบรรเลงบทเพลงแห่งการเข่นฆ่าซึ่งไร้ชีวิตชีวาครั้งแล้วครั้งเล่า

ทะเลสาบเหมยกู่
นางพิณเหมันต์

หุ่นเชิดรูปลักษณ์หญิงนักพิณ สวมชุดขาวและมีเส้นผมขาว อุ้มพิณเหยาไว้ในอ้อมแขน รอบกายปกคลุมด้วยไอเย็น ทุกแห่งที่เสียงพิณแผ่ไปล้วนเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร หากป้องกันคลื่นเสียงสีน้ำเงินที่นางบรรเลงได้ เสียงตกค้างจะย้อนกลับไปทำร้ายนางเอง ในตอนแรก ชาวยุทธ์จากนอกด่านเป็นผู้สอนวิชามายาให้พวกนางเล็กน้อย ให้เกล็ดหิมะบนสายพิณ เพิ่มความตระกานตาให้กับการแสดง ต่อมา เงินเหรียญเล็กน้อยซึ่งตกลงสู่ฝ่ามือก็ทำให้พวกนางยอมแต่งทำนองและเนื้อร้องถวายพระแม่ สุดท้ายคือใบสั่งยาและยาต้มหนึ่งชาม พร้อมคำลวงที่ว่า “ดื่มเสีย แล้วพวกเจ้าจะไม่ติดโรคประหลาดและไม่กลายเป็นหุ่นเชิด”

แสดง 12 จาก 13 รายการ
ประตูหน้าคฤหาสน์มายา8
ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
นักฆ่าเงามายา

นักฆ่าใต้สังกัดฉิวมิ่ง ผู้ใช้วรยุทธ์พิสดารยากคาดเดา บางครั้งใช้คมดาบยันพื้นแล้วไถลร่างไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็กระโจนขึ้นกะทันหัน ก่อนแทงดาบคู่จากมุมอันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ หากต่อสู้จนเข้าสู่ความคลุ้มคลั่ง พวกเขาจะดึงกระบี่ยาวซึ่งปักอยู่บนศีรษะออกมาโดยไม่สนผลลัพธ์ เหวี่ยงฟันรวดเร็วดุจเงา ทุกกระบวนท่าล้วนโหดเหี้ยม พวกเขาใช้เลือดของผู้พ่ายแพ้ขัดคมดาบให้แวววาว หรือไม่ก็ปล่อยให้เลือดของตนเองชโลมผืนดิน

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
หุ่นเชิดปืนใหญ่โลหะผสม

หุ่นกายหยางซึ่งติดตั้งปืนใหญ่โลหะผสมไว้บนแขน ทั่วร่างเต็มไปด้วยร่องรอยจากการต่อสู้ รวมถึงรอยแตกร้าวซึ่งเกิดจากแรงสะเทือนของปืนมือ กระสุนชนิดพิเศษที่ยิงออกมาสามารถมุดลงใต้ดินและไล่ติดตามเป้าหมายราวโรคร้ายที่ฝังลึกถึงกระดูก พวกมันเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของทูตแห่งม่านฝัน หากเหลยตังตกอยู่ในกำมือ ก็จะสามารถฉวยโอกาสดึงจิตสำนึกของเขาออกมาและบรรจุลงในหุ่นเชิดประเภทนี้

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
หุ่นเชิดนักฆ่าทองคำ

หุ่นเชิดซึ่งปกคลุมทั่วทั้งร่างด้วยทองคำ แขนทั้งสองตั้งแต่ข้อศอกลงไปถูกแทนที่ด้วยใบมีดมือขนาดใหญ่ จิตสำนึกที่ถูกบรรจุลงในร่างหุ่น เดิมเป็นของศิษย์ฝ่ายธรรมะผู้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้ารูปสลักพระแม่ พรรคฉิวมิ่งทำให้พวกนางได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าภายในอู่หลินเร้นลับ แม้ว่าความตกตะลึงและหวาดกลัวเคยท่วมท้นจิตใจของพวกนางอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากนั้น ความศรัทธาก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในจิตสำนึกอันแตกสลาย เพื่อปฏิบัติตามความเชื่ออันบิดเบี้ยว พวกนางยอมฉีกแขนอันอ่อนแอออกจากร่างหุ่นทั้งเป็น แล้วแทนที่ด้วยใบมีดมืออันแหลมคม เพื่อกำจัดทุกคนที่ขัดขวางการเสด็จมาของพระแม่ พวกนางยอมให้ทองคำร้อนลวกราดทั่วร่าง แต่งแต้มตนให้มีรูปลักษณ์ซึ่งพระแม่อาจโปรดปราน หวังเพียงได้รับความเมตตาจากพระองค์แม้สักเศษเสี้ยว

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
หุ่นเชิดร่มเขี้ยวเหล็ก

หุ่นเชิดที่ถือร่มเขี้ยวเหล็กอันคมกริบ เมื่อหน้าร่มหมุนวน กระบวนท่าสังหารก็ถาโถมออกมาไม่ขาดสาย ทว่าท่วงท่ากลับวิจิตรสง่างามเป็นพิเศษ ทั้งหมดนี้ก็เพราะพระแม่ทรงโปรดปรานสิ่งอันงดงามสง่า จิตสำนึกที่ถูกบรรจุลงในหุ่นเชิด เดิมเป็นของเหล่านักแสดงแห่งคฤหาสน์มายา ครั้งหนึ่งพวกนางเคยร่ายรำด้วยร่มผ้าแพรและร่มกระดาษในลานเรือน เพื่อสร้างความสำราญแก่ผู้คน แต่บัดนี้กลับถวายระบำสังหารแด่พระแม่ พวกนางไม่เคยก้าวถึงขั้นหุ่นเชิดชั้นภาชนะจิต เพราะยังขาดอยู่อีกเพียงก้าวเดียวเสมอ แต่เรื่องนั้นหาได้สำคัญไม่ ขอเพียงได้ปรนนิบัติพระแม่ แม้ต้องแหลกสลายเป็นผุยผง ก็ยังนับเป็นเกียรติสูงสุด

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
หุ่นโล่ทวนภูต

หุ่นกายหยางผู้ถือโล่หน้าภูต มีไอภูตสีม่วงหม่นปกคลุมทั่วร่าง ใบหน้ายักษ์บนโล่เบิกตาโพลงและอ้าปากกว้าง ราวกับต้องการข่มขวัญศัตรูด้วยท่าทีอันดุดัน แนวป้องกันของมันแน่นหนาดุจกำแพงเหล็ก ปากของโล่สามารถพ่นเพลิงโกลาหล ส่วนเพลงทวนทั้งพิสดารและอำมหิต แม้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยร้าวก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ในฐานะอาวุธซึ่งผ่านการคัดเลือกเป็นชั้น ๆ และการฝึกฝนอันโหดร้าย พวกเขาถูกลบอารมณ์ความรู้สึกอันควรมีของมนุษย์จนสิ้น หากภายในจิตสำนึกที่แตกสลายยังเหลือสิ่งใดอยู่ ก็คงมีเพียงความศรัทธาอันไม่สั่นคลอน พวกเขาเชื่อว่าเมื่อพระแม่เสด็จลงมา พระองค์จะประทานร่างใหม่ซึ่งสามารถเดินอยู่ในโลกยุคใหม่ให้แก่พวกเขา

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
หุ่นศึกง้าววิจิตร

หุ่นกายหยางผู้ถือทวนง้าววิจิตรอันหนักอึ้ง มีคมดาบติดอยู่บริเวณหน้าแข้งแทนเท้าทั้งสอง คมเท้าครูดผ่านพื้นดุจไถลอยู่บนผืนน้ำแข็ง ทำให้พวกมันสามารถอาศัยการพุ่งไถลและพลิกกายเพื่อหาโอกาสจู่โจม ก่อนส่งความหนาวเหน็บเสียดกระดูกซึ่งสะสมอยู่บนคมง้าวเข้าสู่ร่างศัตรู พวกเขาทุกคนยินยอมให้ตนถูกสร้างเป็นหุ่นเชิดด้วยความสมัครใจ ร่างเนื้อในอดีตได้รับความเสียหายจากการต่อสู้เพื่อพระแม่ พวกเขาจึงละทิ้งร่างนั้น และสืบทอดการเข่นฆ่าอันเปี่ยมศรัทธาภายในเปลือกร่างเย็นเยียบซึ่งไม่หลั่งเลือดและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
ศีรษะลอยล่อง

ศีรษะของหุ่นกายหยินซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ใบหน้าบิดเบี้ยวน่าสยดสยอง ภายในกะโหลกที่แตกหักลุกไหม้ด้วยเพลิงโกลาหลซึ่งไม่มีวันดับ สิ่งน่าสะพรึงภายในอู่หลินเร้นลับเผาทำลายร่างกายของพวกมัน และบังคับให้จิตสำนึกซึ่งถูกจองจำอยู่ภายในมองเห็นความสยดสยองซึ่งสามารถทำลายล้างทุกสิ่ง จนตกอยู่ในอาการเพ้อคลั่งอย่างไม่มีวันหลุดพ้น พวกมันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนแทบทุกขณะ หมายยัดเยียดห้วงเหวอันน่าหวาดหวั่นที่ตนเคยมองเห็น เข้าไปในห้วงความคิดของผู้มีชีวิตทุกคนที่พบเจอ

ประตูหน้าคฤหาสน์มายา
เด็กหญิงจอมคร่ำครวญ

หญิงสาวผู้สวมหัวตุ๊กตาขนาดใหญ่ ใบหน้าครึ่งหนึ่งยิ้มแย้มสดใส อีกครึ่งหนึ่งกลับร่ำไห้หลั่งน้ำตา คงเพราะนางเฝ้ารอการกลับมาของบิดาทุกวัน และซบหมอนร่ำไห้ทุกค่ำคืน น้ำตาจึงซึมย้อมหัวตุ๊กตาไปครึ่งหนึ่ง จนกลายเป็นใบหน้าครึ่งสุขครึ่งโศกดังที่เห็น บิดาหวังให้นางอยู่ห่างจากคมดาบในยุทธภพ และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต ก่อนสิ้นใจ เขาเคยเขียนจดหมายฉบับสุดท้าย กำชับให้นางระวังคำล่อลวงของสิ่งชั่วร้าย ทว่าจดหมายลาตายนั้นกลับไม่มีโอกาสส่งถึงมือนาง เมื่อไร้บิดา ก็ไม่มีสถานที่ใดเรียกว่าบ้าน นางหลงเชื่อศิษย์ของฉิวมิ่งผู้สวมหน้ากาก คิดว่าพวกเขาจะพานางไปตามหาบิดา แต่คนเหล่านั้นกลับดัดแปรร่างของนาง สวมหัวตุ๊กตาใบนี้ให้ และนับจากนั้นนางก็ไม่อาจถอดมันออกได้อีก นางยังคงตามหาบิดา แต่กลับพบเพียงหุ่นเชิดที่เดียวดายไร้ที่พึ่งเช่นเดียวกับตน นางจึงเรียกพวกมันว่าสหาย และร่วมกับพวกมันขวางผู้ที่เดินทางผ่าน เพื่อค้นหาร่องรอยของบุคคลอันเป็นที่รัก หากผู้ใดคิดทำร้ายนาง ก็ต้องถามเหล่าสหายของนางก่อนว่าพวกมันจะยอมหรือไม่

ศัตรูทั้งหมดแยกตามภูมิภาค

เข้าร่วมคอมมูนิตี้ครีเอเตอร์คนที่สร้างวิกิ Phantom Blade Zero อยู่ใน Discord ของเรา ถามคำถามหรือเสนอหน้าใหม่ได้เลยเข้าร่วม Discord (เปิด Discord ในแท็บใหม่)